บทความอื่น ๆ



 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ พระคลองตะเคียน กับข้อเท็จจริงที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึง                                                                                                                                                                                                                                                                                
พระขุนแผนเคลือบ กรุวัดใหญ่ชัยมงคล
 
     
 
 
          วัดใหญ่ชัยมงคล ตั้งอยู่บริเวณนอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา  ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  ตำบลไผ่ลิง   อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประวัติความเป็นมาของวัดใหญ่ชัยมงคล  พิจารณาจากหลักฐานสำคัญ อันได้แก่พงศาวดารหลายฉบับ ไปจนถึงตำนานเก่าแก่  สันนิษฐานได้ว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอโยธยา  ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา   เดิมชื่อว่าวัดพญาไทย
 
       
 
           จนถึงสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ภายหลังสงครามยุทธหัตถีกรุงศรีอยุธยาเป็นเอกราช มีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง ได้สถาปนาวัดพญาไทยเป็นที่ประทับของพระสังฆราชฝ่ายขวา  ซึ่งเป็นฝ่ายอรัญวาสีหรือที่เรียกกันว่าฝ่ายวัดป่าแก้ว  พระสังฆราชวัดป่าแก้วจะมีชื่อยศทางสมณศักดิ์ว่า สมเด็จพระพนรัตน์ (บ้างเรียกสมเด็จพระวันรัตน์ อันมีความหมายถึงพระรัตนตรัยที่รุ่งเรืองอยู่ในป่า)  สมเด็จพระพนรัตน์พระองค์นี้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช   และยังโปรดให้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่สวมครอบทับพระเจดีย์องค์เล็กที่มีอยู่แต่เดิม  เรียกขานกันต่อ ๆ มา ว่า ชัยมงคลเจดีย์ หรือเจดีย์ที่เป็นอนุสรณ์ถึงสงครามคราวยุทธหัตถี
 
นอกจากนี้ตามตำนานหรือเรื่องเล่าเก่าแก่ครั้งสมัยกรุงศรี ยังระบุว่าปลายยอดพระเจดีย์ประดับด้วยลูกแก้วสี  ที่พระเจ้ากรุงจีน ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจของโลกในเวลานั้นถวายมาให้  ประกอบกับหลักฐานทางพงศาวดาร  คราวจีนเกิดสงคราม  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจัดกองทหารอาสาพระเจ้ากรุงจีนเข้าช่วยรบ  แต่ถูกปฏิเสธ  ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย
 
         
   
 
พระขุนแผนเคลือบซึ่งเป็นพระเครื่องอันดับ ๑ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอาจจะเป็นอันดับ ๑ ของประเทศในระยะเวลาอันใกล้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น  เชื่อกันว่าเป็นพระที่มหาราชผู้กู้ชาติเป็นผู้สร้าง คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชโดยมีสมเด็จพระพนรัตน์อาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นเจ้าพิธี  โดยได้รับอิทธิพลจากจีนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทางศิลปและวิทยาการชั้นสูงที่สุดในเวลานั้น
 
ความงดงามทางศิลปของพระขุนแผนเคลือบทั้ง ๒ พิมพ์   ถือเป็นงานหนักสำหรับผู้มีพุทธิปัญญาเท่านั้นที่จะจรรโลง และสร้างสรรค์งานศิลปเช่นนี้  ซึ่งงานศิลปที่จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศิลปกับศาสนาได้ลงตัวนั้น  เป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่ผู้ชำนาญทางศิลปทั่วโลก ล้วนเห็นว่าเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่างานศิลปใด ๆ
 
 
ภาพจากฟิล์ม X-Ray แสดงถึงลายเส้นหนักเบาในพิมพ์พระขุนแผนเคลือบ
 
พระขุนแผนเคลือบ เป็นปฏิมากรรม ซึ่งแสดงให้เห็นศิลปที่เน้นลายเส้นหนักเบา สร้างความรู้สึกเป็นหลัก มีความพริ้วไหวแบบธรรมชาติ สร้างความสมดุลย์สวยงามตามหลักศิลปแบบนามธรรม  ซึ่งร่วมสมัยเดียวกับจิตรกรรมแบบพู่กันจีน แต่คงความเป็นเอกลักษณ์แบบไทยไว้โดยสมบูรณ์    จัดเป็นต้นแบบของพระพิมพ์ขุนแผนที่ได้จัดสร้างกันต่อ ๆ มาจนถึงปัจจุบัน
 
ส่วนกรรมวิธีการสร้าง  ใช้วัตถุดิบภายในประเทศอันได้แก่ดินขาว  ใช้เทคนิคการเคลือบชั้นสูงของจีน แบบเดียวกับถ้วยชามสังคโลก  ถือเป็นพระกรุเพียงกรุเดียวเท่านั้นที่มีการเคลือบด้วยน้ำยา ซึ่งเป็นวิทยาการสูงสุดในสมัยนั้น
 
พระขุนแผนเคลือบสันนิษฐานว่า ได้แตกกรุออกมาตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา   โดยมีผู้ลักลอบขุดกรุหาสมบัติหลายครั้งหลายหน  จนเมื่อถึงพ.. ๒๔๗๘ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดใหญ่ชัยมงคลเป็นโบราณสถานของชาติ  และเมื่อ พ.. ๒๔๙๙ จึงเริ่มมีพระสงฆ์เข้าไปจำพรรษาในวัดใหญ่ชัยมงคล  โดยมีพระครูภาวนารังสี  (เปลื้อง เริงเชียร)  เป็นผู้บูรณะปฏิสังขรณ์กุฏิ  ศาลา  รวมทั้งสร้างกุฏิเพิ่มเติมแทรกอยู่ในบริเวณอุโบสถและวิหารด้วย  ในเวลานั้นพระครูเปลื้องได้ประสานงานไปทางกรมศิลปากร เข้ามาบูรณะเจดีย์  จึงได้ขุดเจาะเพื่อสำรวจโครงสร้างและความแข็งแรงของรากฐาน ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ท่ามกลางปัญหาและอุปสรรค เนื่องจากมีข่าวลือว่ามีการลักขุดหาสมบัติในองค์เจดีย์ประธาน  ได้พระพุทธรูปทองคำจากใต้ฐานกลางองค์เจดีย์แล้วเปิดขุดจากกลางองค์เจดีย์บนชั้นฐานทักษิณกับเปิดเจาะส่วนฐานล่างสุดด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมุ่งตรงไปยังกลางเจดีย์
 
การขุดค้นพบกำแพงซึ่งสร้างหลอกบังไว้ในยุคหลัง สันนิษฐานเกิดจากการจงใจอำพรางของนักล่าสมบัติ เมื่อทุบผนังนั้นออกพบเป็นช่องทางสำหรับการเข้าไปยังกลางองค์พระเจดีย์ได้  ส่วนด้านบน มีการตรวจสอบจากส่วนกลางองค์พระเจดีย์ลงไปพบว่าตรงกลางองค์พระเจดีย์นั้นได้มีการลักลอบขุดไปแล้วและได้นำเอาเศษอิฐหักกากปูนที่ขุดขึ้นมานั้นกลบลงไปตามเดิม  ระหว่างที่นำเอาเศษอิฐหักากปูนขึ้นมานั้น  ปรากฏว่าได้พบร่องรอยของพระเจดีย์เก่าแก่ หลงเหลืออยู่ให้เห็นตั้งแต่ส่วนยอดลงไปจนถึงส่วนฐาน  ร่องรอยดังกล่าวนั้นเป็นลักษณะของการลักขุดผ่ากลางองค์พระเจดีย์องค์เล็กนั้นเลย  เมื่อมีการเปิดร่องรอยของการทับถมของเศษอิฐฯ  ดังกล่าวไปเรื่อยๆ จนถึงระดับพื้นดินส่วนฐานขององค์พระเจดีย์ประธานก็ได้พบอุปกรณ์การลักลอบขุดหลงเหลืออยู่  อาทิ  ท่อนไม้ไผ่ที่ทำไว้สำหรับปีนขึ้นลง  เทียนไข  และที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือได้พบกรุหินชนวน  ขนาดประมาณ ๑.๐๐ ม. x .๐๐ ม.  สูง ๑.๐๐ เมตร  ฝากรุแตกเป็นช่อง  แต่คนไม่สามารถลงไปได้  ได้ตรวจดูแล้วไม่พบศิลปวัตถุใดๆ ในกรุดังกล่าว คงพบแต่หัวกะโหลกลิง ๑ หัว  อยู่ในกรุนั้น  ขณะที่ดำเนินการขุดค้นตรวจสอบนี้ ได้มีกลุ่มคนในวัดใหญ่ชัยมงคล  พยายามขัดขวางการทำงานของกรมศิลปากรอย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและกรมศิลปากรจึงมีมติร่วมกันเห็นชอบให้ยุติการขุดค้น  แล้วจึงอัดฉีดน้ำปูนพร้อมทั้งเทคอนกรีตเสริมเหล็กกลบหลุมเพื่อมิให้มีการขุดค้นอีกต่อไป
 
แม้บันทึกจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ระบุเช่นนั้น  แต่การบูรณะเจดีย์วัดใหญ่เมื่อปี ๒๔๙๙-๒๕๐๐ เป็นที่รู้กันว่าได้พบพระขุนแผนเคลือบจำนวนหนึ่ง  จนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖ ได้มีการพบพระขุนแผนเคลือบที่วัดเชิงท่า จังหวัดนนทบุรี  และเมื่อ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๐ มีพระขุนแผนเคลือบแตกกรุออกมาอีกครั้ง ที่วัดบ้านกลิ้ง อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  จำนวนสามสิบกว่าองค์แต่ในจำนวนนี้มีพระแตกหักเสียหายไปหลายองค์  ซึ่งพระทั้ง ๒ กรุล้วนเป็นพระสร้างขึ้นที่วัดใหญ่ชัยมงคล ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสิ้น
 
พระขุนแผนเคลือบ เป็นพระกรุเพียงกรุเดียวที่สร้างโดยกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งยังเป็นพระที่มีคุณค่าทางอายุผนวกเข้ามา  ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุอายุเกินกว่า ๔๐๐ ปี และสร้างโดยวิทยาการชั้นสูง  พระขุนแผนเคลือบจึงเป็นพระเครื่องที่นักสะสมพระชั้นนำ  จำต้องเสาะหามาไว้ในครอบครอง
 
 สถิติวันนี้ 198 คน
 สถิติเมื่อวาน 470 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
13570 คน
116516 คน
278063 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30