บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
พระขุนแผนเคลือบกรุวัดใหญ่ ฝากกรุวัดบ้านกลิ้ง
 
    
 
 แต่เดิมมีเรือนไม้โบราณแห่งหนึ่ง  ซึ่งเรือนหลังนี้เดิมทีอยู่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สันนิษฐานว่า เป็นตำหนักของเจ้านาย สร้างขึ้นในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ (สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ภายหลังได้รื้อไปปลูกไว้ที่ วัดบ้านกลิ้ง อยู่บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ อำเภอบางปะอิน เดิมมีอยู่ด้วยกัน ๒ หลัง คือ หอไตร เป็นห้องมีระเบียงรอบ และหอเขียน เป็นศาลาไม้มีฝา ๓ ด้าน ทุกฝามีภาพลายรดน้ำประกอบเต็มทุกฝา
 
     ต่อมาเนื่องจากอาคารทรุดโทรมลงมาก ชาวบ้านจึงได้รื้อ แล้วรวมเอาไม้ปลูกขึ้นใหม่เป็นหลังเดียว แต่เนื่องจาก ภาพลายรดน้ำได้จางไปมากแล้ว การประกอบจึงไม่ได้เรียงตามลำดับเนื้อเรื่อง เมื่อต้นปี พ..๒๕๐๒  พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือ เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นพระนัดดา (หลาน) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระนางเจ้าสุขมาลมารศรี   พระอัครราชเทวี  ได้ทรงทราบว่าที่วัดเล็กๆ ซึ่งเกือบจะร้างอยู่แล้วแห่งนี้ มีเรือนโบราณเก่าแก่อยู่หลังหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีผู้ใดบูรณะรักษาเลย แต่มีสิ่งสวยงาม พระองค์ท่านจึงทำผาติกรรม ไถ่ถอนย้าย มาไว้ที่วังสวนผักกาด และได้ทรงโปรดให้มีการบูรณะพระประธานที่วัดชาวบ้านเรียกขานกันว่าหลวงพ่อขาว ระบุปีไว้ที่ฐานขององค์หลวงพ่อขาวว่าสร้างขึ้นในปี พ.. ๒๑๔๓ ( สมัยพระนเรศวรมหาราช )
 

     ทั้งทรงโปรดให้สร้างศาลาสวดมนต์และศาลาท่าน้ำ  ถวายวัดบ้านกลิ้งเป็นการทดแทน พร้อมกับได้จ่ายเงินในการซ่อมแซมตัวอาคารและภาพลายรดน้ำไปเป็นจำนวนมาก เสด็จในกรมฯ ทรงประทานหอเขียนเป็นของขวัญแก่ "คุณท่าน" เมื่ออายุครบ ๕๐ ปี ในวันที่ ๘ มีนาคม พ.. ๒๕๐๒ และได้เชิญชาวบ้านกลิ้งมาทั้งหมดซึ่งขณะนั้นชาวบ้านวัดบ้านกลิ้งมีอยู่เพียงประมาณ ๑๐๐ คน เพื่อให้มาชมหอเขียนที่ย้ายมาจากวัดบ้านกลิ้ง  และได้ปลูกสร้างใหม่นี้  (ปัจจุบันสามารถชมได้ที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด)

 

     นอกจากการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในปี ๒๕๐๒ แล้ว เสด็จในกรมฯ ท่านได้ทรงสร้างขุมทรัพย์ไว้ในฐานชุกชี  ซึ่งมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่คือหลวงพ่อขาวประดิษฐานอยู่กลางแจ้งมีพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ อีก ๗ องค์เรียงรายอยู่โดยรอบ  โดยไม่มีใครในสมัยนั้นคาดคิดถึงมาก่อน   การบูรณะซ่อมแซมในสมัยนั้นพระสงฆ์และชาวบ้านได้นำ พระเครื่องที่เก็บรักษาไว้ในวัดซึ่งมีพระพุทธรูปสมัยอยุธยาจำนวนมาก  พระโคนสมอ พระขุนไกร  แม้แต่พระแผงใบขนุนก็ยังมี  นอกจากนี้ยังมีพระขุนแผนเคลือบที่สมัยนั้นค่านิยมในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินทองยังไม่มีค่ามากมายอะไรนัก  เข้าบรรจุในฐานชุกชี  รวมไปถึงใต้ฐานพระองค์เล็ก ๆ ที่ประดิษฐานอยู่รายรอบพระประธานองค์ใหญ่  กลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่ามหาศาล  ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน  การบูรณะในเวลานั้นรวมถึงครั้งต่อ ๆ มา  เป็นการบูรณะโดยชาวบ้านวัดบ้านกลิ้งเอง มีการโบกปูนทับ ทาสีใหม่  จากการสังเกตพระพุทธรูปปูนปั้นคราวแตกกรุพบว่ามีการเคลือบปูนปิดอยู่หลายชั้น

    

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๐ ได้มีการพบพระขุนแผนเคลือบบริเวณฐานชุกชีของพระองค์เล็กที่เป็นองค์บริวาร องค์หนึ่ง (จากรูปองค์ขวามือสุดของเรา)  พร้อมกับพระขุนไกรอีก ๒ องค์  เหตุที่มีการเคลื่อนย้ายพระเนื่องจากทางวัดต้องการสร้างวิหารครอบทับพระหลวงพ่อขาว  และพระที่ตั้งอยู่กลางแจ้งทั้งหมด  ซึ่งส่วนหลังของวิหารจะไปชนกับด้านหน้าโบสถ์  จึงต้องเคลือนย้ายพระที่อยู่กลางแจ้งเลื่อนออกไปทางด้านหน้า   พระขุนแผนเคลือบที่ขึ้นมาองค์แรก  เวลานั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระอะไร  หลังจากนั้นได้พบพระใต้ฐานชุกชีพระองค์ใหญ่อีกหลายองค์  ได้มีการนำพระที่ได้มาแจกจ่ายกันในหมู่พระสงฆ์และกรรมการวัด

 

จนมีพระรูปหนึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดโปรดสัตว์ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดบ้านกลิ้ง    ได้นำพระมาวางอุบายให้เซียนพระเข้ามาพิจารณาดูอ้างว่าเป็นพระมรดกตกทอดมีอยู่ด้วยกันหลายองค์แต่ยังไม่ได้แบ่งปันกันระหว่างพี่น้อง   จนเมื่อได้รับทราบความจริงว่าเป็นพระที่มีค่ามหาศาลเช่าหากันหลักล้าน  เกิดการเจรจาซื้อขายกันในหมู่พระและกรรมการวัดด้วยกัน  รวมถึงมีเซียนพระท้องถิ่นเข้ามามีส่วนในการขุดพระออกมาจำหน่าย หลายต่อหลายองค์  ทำให้มีพระหลุดไปจากวัดในช่วงแรกนั้นจำนวนหนึ่ง 

 

(พระขุนแผนเคลือบพิมพ์แขนอ่อน ติดแน่นอยู่กับด้านหลังของพระขุนไกร  และป้ายที่ฐานชุกชีที่เพิ่งขุดพบ ตัวเลขภาษาขอม ระบุปี ๒๑๔๓)

 

จนข่าวแพร่กันไปปากต่อปาก  ถึงมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น  ปิดกันไม่อยู่จึงมีการขุดค้นอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ ๔ กันยายน  โดยความยินยอมของเจ้าอาวาส และกรรมการวัด  เกิดความขัดแย้งการขโมยพระที่ขุด  การลักลอบจำหน่ายไปแบบส่วนตัวก็มี  เมื่อถึงวันที่ ๖ กันยายนทางคณะกรรมการวัดได้ลงมติให้มีการนำพระที่เหลือทั้งหมดออกจำหน่าย รวม ๑๐ องค์ โดยมีการตั้งมูลค่าไว้สูงถึง ๑๐ ล้านบาท

 

     นับรวมพระที่มีการจำหน่ายอย่างลับ ๆ จนถึงการซื้อขายอย่างเปิดเผย  มีพระขุนแผนเคลือบวัดใหญ่จำนวนทั้งสิ้น ๓๓ องค์  ในจำนวนนี้รวมพระแตกหักเกินกว่า ๑๐ องค์ เป็นการเสียหายเนื่องจากการขุดค้นโดยเร่งรีบและผิดวิธีการทั้งสิ้น และพระขุนแผนไม่เคลือบ (ขุนแผนวัดจักรวรรดิ์) ๒องค์ 

 

   

  

    

 

จากหลักฐานทั้งหมดที่มาของขุนแผนเคลือบจึงสันนิษฐานได้ ๒ กรณี

 

๑. เป็นพระที่บรรจุไว้ในฐานชุกชี  ตั้งแต่สมัยพระนเรศวรมาแล้ว  (ตามปีที่ระบุไว้ที่พระหลวงพ่อขาวว่าสร้างขึ้นสมัยพระนเรศวรมหาราช)  เมื่อการบูรณะต้นปี ๒๕๐๐ นำขึ้นมาลงรักปิดทองไว้แล้วบรรจุไว้ตามเดิม  ความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระพุทธรูปที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่าหลวงพ่อขาว  ต้องมีการสืบค้นกันต่อไป

 

๒. เป็นพระที่ชาวบ้านวัดบ้านกลิ้ง  ซึ่งขณะนั้นมีประมาณ ๑๐๐ คน  ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านของช่างฝีมือ (พิจารณาจากคำบอกเล่า และเรื่องของการบูรณะเรือนไม้ประวัติศาสตร์)  ซึ่งได้ไปทำการบูรณะวัดใหญ่ชัยมงคล  นำพระขุนแผนเคลือบติดไม้ติดมือมา  ลงรักปิดทองและบรรจุไว้ที่ฐานหลวงพ่อขาวคราวบูรณะในปี พ.ศ. ๒๕๐๐

 

ขุนแผนเคลือบวัดใหญ่ในฐานชุกชีหลวงพ่อขาว เมื่อค้นคว้าโดยละเอียดจึงมีความสำพันธ์กับ พระนเรศวรมหาราช  รวมไปเชื้อพระวงศ์ซึ่งมีศักดิ์เป็น พระราชนัดดา (หลาน) ของสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว มหาราช อีกทั้งเรือนไทยที่มีความสวยงามติดอันดับต้น ๆ ของโลกก็ยังได้สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งทรงเป็นมหาราชอีกองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

 
 
 สถิติวันนี้ 37 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4692 คน
101554 คน
891238 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30