บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
พระซุ้มเสมาทิศ หลังจารึกอักษรจีน กรุวัดราชบูรณะ
 
 
พระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ (ซุ้มจิก) ด้านหลังจารึกอักษรจีน
 
ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก (พ.ศ. ๘๕๗-๙๖๓) ฤดูใบไม้ร่วงก่อนจะถึงปี พ.ศ.๙๐๐ ยังมีแม่เฒ่าขายพัดคนหนึ่งในเมืองหุ้ยจี การค้าฝืดเคืองมีความเดือดร้อนยิ่งนัก มีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งมองดูด้วยความสงสาร หลังจากนั้นจึงหยิบพัดขึ้นมาด้ามหนึ่ง ในมือถือพู่กันทำท่าจะเขียนอักษรลงบนใบพัด หญิงชรารีบห้ามปรามและรำพันอย่างน่าเวทนา
 
บุรุษผู้นั้นชี้แจงแก่แม่เฒ่าว่า “ป้าอย่าตกใจไปเลย ข้าพเจ้าจะเขียนตัวอักษรลงบนพัดให้ ท่านเพียงบอกว่าเป็นลายมือของ หวางซีจือ ก็จะขายได้ราคาด้ามละไม่น้อยกว่าร้อยตำลึง”
 
บุรุษผู้นี้คือลิปิกรเอก “หวางซีจือ” ผู้มีความสามารถในเชิงศิลปะการเขียนอักษร (ลิปิศิลป์) ... เป็นจริงดังว่าเมื่อมีผู้ทราบว่าเป็นลายมือหวางซีจือ เพียงไม่กี่ชั่วยาม พัดเหล่านั้นก็ขายได้หมดสิ้น
 
เนื่องจากอาณาจักรจีนแต่ครั้งโบราณกาล ยกย่องผู้มีความสามารถในเชิงศิลปะอยู่ ๓ ประเภท
ประเภทแรกคือกวี แต่งโคลงกลอน กวีที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่เลื่องลือจนถึงปัจจุบัน ได้แก่หลี่ป๋อ ตู้ฝู่ ป๋อจู่อี้ ซึ่งชาวจีนยกย่องให้เป็น ตรีรัตนกวีเอกทั้ง ๓ ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง ฯลฯ
 
อีกประเภทคือ จิตรกร ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องกันมากได้แก่ หวูเต้าจื่อ เหยียนลี่เปิ่น (สมัยราชวงศ์ถัง) กู้ข่ายจือ (สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก)เป็นต้น
ประเภทสุดท้าย คือลิปิกรเอก ผู้มีความสามารถทางการเขียนตัวอักษรดังเช่น หวางซีจือ   ดังกล่าวไว้เบื้องต้น  ก่อนหน้านั้นในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หรือเกือบสองพันปีมาแล้ว ก็ได้มีลิปิกรเอกนาม “จางจือ” ผู้ฝึกเขียนอักษรอยู่ริมสระน้ำ ฝึกฝนจนกระทั่ง น้ำในสระถูกใช้ล้างพู่กันและที่ฝนหมึกจนสระน้ำกลายเป็นสีดำ   หวางซีจือ ได้อาศัย จางจือ เป็นแรงบันดาลใจผลักดันตนเอง “ฝึกลายมือริมวาปี จนชลธีเป็นหมึกดำ” เฉกเช่นเดียวกัน มิเพียงสองท่านที่กล่าวมาแล้ว ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่า ๒ พันปีก็ยังมีลิปิกรเอกเกิดขึ้นหลายท่าน เป็นต้นว่า กู้ข่ายจือ (ยุคสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก) ผู้แตกฉานทั้ง ๓ ประเภท ทั้งโคลงกลอน จิตรกรรม ลิปิศิลป์ นอกจากนี้ยังมีปัญญาเป็นเลิศ รวมไปถึงนิสัย บ้า ๆ บ๊อง ๆ เช่นเดียวกับศิลปปินเอกในยามนี้บางท่าน
 
ครั้นสมัย พระเจ้าถังเสียนจง (ราชวงศ์ถัง) ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จิตรกรเอกในพระราชสำนักนาม หวูเต้าจื่อ ได้พบปะกับ ลิปิกรเอกจางขุย อาจารย์ผู้เคยเป็นครูสอนวิชาการเขียนลายมือแก่ตัวเขา รวมไปถึงนายพลเผยหมิน สหายผู้มีความสามารถทางด้านเพลงกระบี่ นายพลเผยหมินได้ขอร้องให้ หวูเต้าจื่อช่วยวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเทียนกงสื้อ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้มารดาตน และเสนอของกำนัลให้ตอบแทน หวูเต้าจื่อมิเพียงไม่รับของกำนัลกลับขอร้องนายพลเผยหมินร่ายรำเพลงกระบี่ขั้นสุดยอดของตนเป็นสิ่งตอบแทน นายพลเผยหมินรับคำอย่างเต็มใจ ทั้งสามจึงได้นัดพบกันที่วัดเทียนกงสื้อ
 
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้คนพากันหลั่งไหลไปที่วัด แออัดยัดเยียดกันอยู่ทั่วทั้งวัด เมื่อทั้ง ๓ มาถึงวัด นายพลเผยหมินแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง ถือกระบี่ร่ายรำอย่างงดงาม เห็นแต่ประกายกระบี่พร่างพราย ดูดั่งมังกรฉวัดเฉวียนฉับพลันก็โผพุ่งขึ้นไปกลางอากาศ แล้วหกหัวกลับลอยลงมาเข้าฝักพอดี ผู้คนเปล่งเสียงชมเชยกันเซ็งแซ่ หวูเต้าจื่อมองดูด้วยความชื่นชม แล้วคว้าพู่กันปาดป้ายไปบนฝาผนังอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งลมโชยพัดมาต้องผนัง พอสิ้นกระแสลมก็ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามจับตา
ลิปิกรเอกจางขุย พลันเกิดแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า คว้าพู่กันเขียนอักษรอันงามหลากล้ำ ประดุจสายน้ำมีชีวิตลงข้างจิตรกรรมฝาผนังนั้นชุดหนึ่ง ผู้คนที่รุมล้อมต่างตื่นตะลึง พูดกันด้วยความอิ่มเอมใจว่า คาดไม่ถึงวันนี้จะมีบุญตาได้ชมฝีมือของ “สามสุดยอด” พร้อมกัน !!!
 
พระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ ยอดอุณาโลม ด้านหลังจารึกอักษรจีน
 
วิชาลิปิศิลป์ หรือการขีดเขียนอักษรจีน จึงมีคุณค่ายิ่ง ผู้เป็นลิปิกร ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเอง ดังเช่น จางจือ หวางซีจือ ผู้ “ฝึกลายมือริมวาปี จนชลธีเป็นหมึกดำ” วันคืนคร่ำเคร่งฝึกลายมือลืมกินลืมนอน ครั้นภรรยานำอาหารมาให้ มือเปื้อนหมึกจับกินก็ยังชมว่าอร่อย ฝึกขีดเขียนลีลาอักษรบนเสื้อผ้าจนขาดเป็นริ้ว มอมแมมด้วยหมึก แท่นหมึกที่ใช้ฝนยังทะลุไปหลายอัน พู่กันโยนทิ้งกองเป็นภูเขา
 
ลิปิกรเอกในประวัติศาสตร์จีน ล้วนมีเคล็ดวิชาใช้ฝึกปรือเป็นที่เลื่องลือแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือความพากเพียร จุดหมายคือ ค้นหาอัตลักษณ์แห่งลายมือของตน
 
งักฮุย สมัยเด็กยากจนข้นแค้นจึงใช้วิธีเขียนบนถาดทรายแทนกระดาษพู่กัน
หลวงจีนฮว๋ายซู่เริ่มฝึกอักษรหวัดเมื่อเป็นเณร ใช้ใบตองเป็นกระดาษ ใช้น้ำสะอาดเป็นหมึก
โอวหยังสวินนั่งศึกษาศิลาจารึกแท่นเดียวติดต่อกันสามวันไม่กินไม่นอน
เจิ้งป่านเฉียว ใช้นิ้วเขียนอักษรอยู่บ่อยๆค่ำคืนยามพักผ่อนยังเผลอเขียนบนร่างกายภรรยาขณะที่นอนอยู่บนเตียงน่าเสียดายนัก ประวัติศาสตร์จีนมิได้บันทึกรายละเอียดว่า เจิ้งป่านเฉียวท่านมีบุตรสืบสกุลกี่คน
 
ตำราโบราณในวิชาแขนงนี้ มีนามว่า “ปี่ลุ่น (พู่กันพิจารณ์)” เป็นหนังสือวิจารณ์ลายมือที่มีชื่อเสียงมากสืบทอดกันมากว่าพันปี ผู้จะเป็นลิปิกรเอกได้นั้น มิเพียงจะอาศัยแรงกายแรงใจฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก ยังต้องอาศัยพรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้
 
ประชุมบทกวีนิพนธ์หลานถิง
 
ลิปิกร บ้างเขียนหนังสือขาย บ้างทำงานรับใช้ราชสำนัก การขีดเขียนใด ๆ ที่สำคัญล้วนต้องเป็นหน้าที่ลิปิกร งานยิ่งสำคัญการเสาะหาลิปิกรผู้มาทำหน้าที่ย่อมเต้องผ่านการคัดสรร “เลือก”มาเป็นอย่างดี นับเป็นผู้มีความสามารถเฉพาะด้าน ลายมือของลิปิกรเอกผู้มีชื่อเสียง ย่อมมีคุณค่า  จนเกิดเรื่องราวของการเสาะหา แย่งชิง ใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อได้ครอบครองลายมือล้ำค่า เฉกเช่นหนังสือ “ประชุมกวีนิพนธ์หลานถิง” ซึ่งมีลายมือหวัดอันเลื่องชื่อของหวางซีจือ เขียนบทนำอยู่   ลายมือล้ำค่านี้ต่อมาได้เปลี่ยนเจ้าของไปหลายคน จนมาตกอยู่กับหลวงจีนเปี้ยนไฉ ณ.เมืองหุ้ยจี   พระเจ้าถังไทจงทราบข่าว (เวลานั้นประชุมกวีนิพนธ์มีอายุราว ๓๐๐ปีแล้ว) จึงรับสั่งให้ ผู้ตรวจการ เซี่ยวอี้ นำของล้ำค่านี้มาถวายให้ได้ ผู้ตรวจการเซี่ยวอี้นั้นต้องปลอมตัวเป็นบัณฑิต เข้าไปพบหลวงจีนเปี้ยนไฉ ใช้กลอุบาย หลอกล่อให้หลวงจีนตายใจจนนำ บทกวีนิพนธ์หลานถิง ที่หวงแหนออกมาอวด ครั้นเมื่อเปี้ยนไฉเผลอจึงได้ขโมยมา แล้วจึงแจ้งให้ทราบทีหลังว่าเป็นพระราชโองการของฮ่องเต้    คุณค่าของลายมืออันล้ำค่า จึงมิได้ต่างจากศิลปกรรมชั้นเยี่ยม
 
***บทกวีนิพนธ์หลานถิงอันเลื่องชื่อ งานต้นฉบับที่เขียนบนกระดาษของหวางซีจือไม่มีให้เห็นแล้วต้นฉบับเป็นของพระเจ้าถังไทจงไปตลอดกาล เพราะถูกฝังไปพร้อมกับพระศพขององค์พระจักรพรรดิเอง  เหลือแต่ตัวอักษรที่แกะบนหินที่ยังเก็บรักษาไว้มีการพิมพ์ลายมือด้วยหมึกจากจารึกบนหินนำออกมาเผยแพร่อยู่ ๓ ชุดล้วนแต่เป็นที่นิยมของผู้รักการเขียนพู่กันจีนทั่วโลกนำมาเป็นตัวอย่างเขียน ทั้งในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย ฯลฯ กวีนิพนธ์หลานถิงกล่าวถึงเทศกาลใน วันขึ้น ๓ค่ำ เดือน ๓   คาดไม่ถึงว่า ประเพณีนี้ยังสืบทอดอย่างมั่นคงมาถึงชาวภูไท ที่อาศัยอยู่ในภาคอีสานของประเทศไทยในปัจจุบันนี้**
 
 
ลายมือของ ลิปิกร หรือศิลปินผู้ขีดเขียนตัวอักษร ยังได้มาปรากฏที่เมืองสยาม ในสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๑๙๑๑-๒๑๘๗) ปรากฏจารึกอักษรจีนทางด้านหลังพระพิมพ์ โดยชาวจีนที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ  พบเห็นโดยทั่วไปมีอยู่ ๒ พิมพ์ซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่มีศิลปะจีนผสมผสานกับศิลปะอยุธยา ได้แก่พระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ (ซุ้มจิก) และพระพิมพ์ซุ้มเสมาทิศยอดอุณาโลม
 
ลายมืออันงดงามของลิปิกรชาวจีนนั้น มีทั้งแบบที่เขียนด้วยพู่กันจีน และแบบที่เป็นตัวแกะสลักเข้าไปในเนื้อพระ ล้วนสวยงามแตกต่างกัน ตัวสลักแม้กล้าแกร่งมั่นคง แต่ตัวเขียนก็อ่อนช้อยงดงามมากคุณค่า กลับหาได้ยากยิ่งกว่าตัวแกะสลัก  
 
เปรียบเปรยรูปแบบหนึ่งถ่ายทอดถึงความโบราณของศิลปการเขียนอักษรจีนที่สืบทอดมานับพัน ๆ ปี (รูปแบบของตัวอักษรแกะสลักเรียกอักษรตัวบรรจง หรือข่ายซู)   อีกแบบหนึ่งใช้เส้นที่เป็นอิสระล้วนแต่สะท้อนถึงความบริสุทธิ์เรียบง่ายของการเขียนอักษรจีน(ตัวเขียนด้วยพู่กันจีน เรียกตัวบรรจงแกมหวัด หรือสิงซู)
 
ในพิมพ์ซุ้มเสมาทิศจะระบุชื่อแซ่ของผู้ทำบุญสร้างพระนั้น ส่วนพิมพ์ซุ้มเสมาทิศยอดอุณาโลมจะบอกกล่าวเพียงเชื้อชาติของตน                                                                       
 
ชาวจีนเวลานั้น ย่อมคาดการให้ตัวอักษรเหล่านี้อยู่ยืนยงสืบต่อมาอีกหลายร้อยปี จึงได้นำพระอีกองค์มาเชื่อมประกบไว้ เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าของจารึกนั้นให้ยืนนาน ด้านที่มีจารึกมักจะมิใคร่สวยนัก คาดคะเนว่าสืบเนื่องมาจากคราวบรรจุกรุ ต้องกำชับให้หงายชื่อแซ่ตนเองขึ้น ทำให้พระด้านที่มีจากรึกสัมผัสกับพื้นผิวในกรุ มิเพียงไม่สวยแต่มีหลายองค์ที่ผุพังตามกาลเวลา หากผู้ใดพบด้านที่มีจารึกสวยงามกว่าย่อมถือเป็นวาสนาของคนผู้นั้น
 
และหากผู้ได้พระพิมพ์ที่มีอักษรจารึกนี้ในครอบครอง แล้วมีแซ่ของตนจารึกในพระองค์นั้น ย่อมถือเป็นวาสนาอันสูงส่งยิ่ง มิเพียงวาสนาแต่อาจเป็นจุดมุ่งหมายของบรรพบุรุษ !!!
 
 
( เปรียบเทียบความงดงามของตัวอักษรจีนโบราณ ซ้าย ลิปิกรเอกซือหม่ากวง สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ กลาง ลิปิกรเอกต่งฉีชาง สมัยราชวงศ์เหม็ง 
ขวา จารึกหลังพระพิมพ์กรุวัดราชบูรณะ โดยลิปิกรนิรนาม สมัยราชวงศ์เหม็งเช่นเดียวกัน )
 
 
ยามพบเห็นพระที่มีจารึกอักษรอันงดงามนี้ ได้แต่...ลอบทอดถอนใจใคร่เป็นเจ้าของ
 ลายมือที่งดงาม บ่งบอกถึงความรู้สึก ปลาบปลื้มยินดี .....
ตัวอักษรจารึกที่เป็นระเบียบและทรงพลังยิ่ง ยืนหยัดมากว่า ๕๐๐ ปี  ชาดแดงขับเน้นจากรึกอักษรทรงคุณค่า ...
 จิตไร้สำนึกของพุทธศาสนิกชนชาวจีนจากบรรพกาล   บอกกล่าวผ่านกาลเวลาแด่อนุชนรุ่นหลัง
 
ด้านหลังพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ (ซุ้มจิก)          ด้านหลังพิมพ์ซุ้มเสมาทิศยอดอุณาโลม
 
 
คำอ่านออกเสียง (ออกเสียงเป็นสำเนียงแต้จิ๋ว) และคำแปลอักษรจีน ด้านหลังพิมพ์ซุ้มเสมาทิศ (ซุ้มจิก)
ไต้เม่งก๊ก ซีฮุ้กเซีย ขี่ปอกิกเซียง อยู่อี๋เจีย ฮองฮุกซินกั้ว ตั้งซอปูตวงจก ฮกซิม
ในรัชสมัยไต้เหม็งคนแซ่ตั้ง (มีแซ่เอี้ยและแซ่อื่นอีก) มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงร่วมใจกันสร้างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ขึ้นไว้
 
คำอ่านออกเสียง (ออกเสียงเป็นสำเนียงแต้จิ๋ว) และคำแปลอักษรจีน ด้านหลังพิมพ์ซุ้มเสมาทิศยอดอุณาโลม
ไต้เม่งก๊ก ฮองฮุกซินกั้ว เนี่ยมฮกซินซี
ในรัชสมัยไต้เหม็งมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้ทำบุญสร้างพระนี้ขึ้นไว้
เอกสารอ้างอิง
Wikipedia Lanting Xu
หนังสือแลหลังแดนมังกร เล่ม ๑-๑๐ อาจารย์ถาวร ลิกขโกศล
วิวัฒนาการตัวอักษรจีน http://www.phuketvegetarian.com/
Calligraphy of the Masters http://www.chinapage.com/
จารึกในประเทศไทย www4.sac.or.th
 
 สถิติวันนี้ 58 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4713 คน
101575 คน
891259 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30