บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                

ปรกพะงั่ว วหนิคฤหะ (บ้านมีไฟ) เทวสถานจำลอง บนพระพิมพ์
กับบทวิเคราะห์เชิงวิชาการ

 ปรกพะงั่ว เป็นพระเครื่องเนื้อชินเงิน พบในคราวเปิดกรุอย่างเป็นทางการที่วัด มหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ.2500  พุทธลักษณะ เป็นพระประทับนั่งบนขนดนาคราช  มีศิลปสวยงามมาก  ทำให้เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอันมากทั้งในอดีต และปัจจุบัน

ผู้นิยมในการสะสมพระเครื่องทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจสับสนกันเป็นส่วนใหญ่ว่า  ปรกพะงั่ว หรือพระนาคปรกในกรุอื่น ๆ เป็นพระปางนาคปรก หรือพระประจำวันเสาร์ ตามพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าครั้งพญานาคชื่อมุจลินทร์  แผ่พังพานใหญ่ปกคลุมพระพุทธองค์จากฝนและลม  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

แท้จริงแล้ว  ปรกพระงั่วเป็นเทพเจ้า (บ้างว่าเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า) ประจำอาณาจักรขอมโบราณ  มีพระนามว่า พระไภษัชยคุรุ  ทรงเป็นเทพประจำอาณาจักรขอมโบราณ ตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ปี พ.ศ.1724)


มีความเป็นจริงอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า  เทพเจ้าไม่ว่าจะนิกายใดหรือศาสนาใด ๆ ล้วนเกิดมาจากจินตนาการของมนุษย์  ยุคแรก ๆ อาจถูกสร้างมาจากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ หรือความไม่เข้าใจในวิถีของธรรมชาติ  ยุคต่อ ๆ มาถูกสร้างโดยชนชั้นปกครอง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในยามเดือดร้อนบ้าง  ถูกสร้างขึ้นเพื่อกุศโลบายทางการเมืองไม่ว่าจะในด้านบวกหรือด้านลบ เพื่อรักษาอำนาจอของฝ่ายปกครองเอง หรือเพื่อทำลายศัตรูฝ่ายตรงข้าม  เพราะฉะนั้น เทพหรือเทวรูปองค์สำคัญ ๆ ในโลกจึงมักเกิดขึ้นมาในช่วงกลียุคแทบทั้งสิ้น

เดิมทีอาณาจักรขอมในช่วง พุทธศตวรรษที่ 17 มีเทพประจำพระราชอาณาจักร  ที่ชาวเขมรศรัทธาเป็นที่สุด  คือพระวัชรสัตวพุทธะ  ครั้นเมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชาวเขมรเกิดกลียุคเนื่องจากศึกสงครามกับชนชาติจาม  อีกทั้งโรคระบาดที่ได้คร่าชีวิตชาวเขมรไปเป็นจำนวนมาก กลียุคเกิดขึ้นความคลางแคลงในตัวเทพเจ้าหรือรูปเคารพที่พวกเขานับถืออยู่ว่าเทพองค์นั้นไม่สามารถปกป้องคุ้มครองได้อีกต่อไป  หากผู้คนเริ่มคลายความศรัทธาในองค์เทพเจ้าเมื่อใด  ความรู้สึกนี้ย่อมต้องเกิดขึ้นกับ กษัตริย์หรือชนชั้นปกครองในเวลานั้นเช่นเดียวกัน     ทางเดียวที่จะรักษาพระราชอำนาจไว้ให้ได้ นั่นคือ  การสถาปนาเทพองค์ใหม่ขึ้นมา  ซึ่งเทพองค์ใหม่ต้องมีรูปแบบดังนี้

1.มีอำนาจในทางที่เทพองค์เดิมไม่มี  เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นต้นว่า  พระไภษัชยคุรุ เป็นเทพแห่งการรักษา เป็นเทพแห่งแสงสว่าง

2.ต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับเทพองค์เดิม  หรือแบ่งภาคมา  ทั้งนี้ หากเทพองค์ใหม่มีรูปแบบที่ผิดแผกไปจากเทพองค์เดิม  อาจเกิดสงครามกลางเมืองจากผู้นับถือเทพองค์ใหม่กับเทพองค์เดิมได้  พระไภษัชยคุรุจึงมีพุทธลักษณะเช่นเดียวกับพระวัชรสัตวพุทธแทบทุกประการ  แตกต่างตรงที่บางองค์จะมีหม้อน้ำมนต์หรือหม้อยาอยู่ในพระหัตถ์

3.เทพองค์ใหม่ต้องมีการจัดสร้างรูปเคารพขึ้น และสร้างไว้กระจายไปในพระราชอาณาจักร  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ  ตลอดจนเป็นการกระจายพระราชอำนาจจากส่วนกลาง  เป็นนามธรรมที่ชาวเขมรเกิดความรู้สึกได้จากรูปเคารพ  จึงเป็นที่มาของเทวสถานที่เรียกกันว่า วหนิคฤหะ แปลว่าบ้านมีไฟ (มีตะเกียงจุดไฟให้ความสว่างโดยไม่มีวันดับ) หรือบ้างเรียกกันว่าธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทาง จำนวน 121 แห่ง  อีกทั้งอโรคยศาลหรือเทียบได้กับสาธารณสุขในปัจจุบัน อีกจำนวน 102 แห่ง  เพื่อรองรับและเป็นที่ประทับของเทพองค์ใหม่  เพื่อสร้างขวัญกำลังใจตลอดจนเป็นสถานพยาบาลสำหรับผู้เจ็บไข้ได้ป่วย

นอกจากนี้ พระไภษัชยคุรุ  ยังเป็นรากศัพท์ของคำว่า เภสัชกร อีกด้วย   ปัจจุบันยังมีอโรคยศาล อยู่ในเขตประเทศไทยทางภาคอีสาน 16 แห่ง รู้จักกันในนามปราสาทหินต่าง ๆ  และมีที่พักคนเดินทางหลงเหลืออยู่อีก 9 แห่ง ในรูปของปราสาทหินเช่นกัน

ปรกพะงั่ว รูปจำลองของพระไภษัชยคุรุ
ปรกพะงั่ว  เป็นพระเครื่องเนื้อชินเงิน ที่มีศิลปประเภทนูนสูง เกือบจะเป็น 3 มิติ จึงมีความสวยงามเหนือกว่าพระนาคปรกในกรุอื่น ๆ ทั้งยังดูเข้มขลังดุดัน หากพิจารณาตามศิลปถือเป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากกว่าพระนาคปรกในกรุอื่น ๆ  เหตุที่เรียกกันว่าปรกพะงั่ว  เพราะเรียกตามพระนามกษัตริย์สมัยอยุธยาตอนต้น ผู้สร้างวัดมหาธาตุนั่นเอง สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 หรือขุนหลวงพะงั่ว เป็นกษัตริย์ที่ทรงทำสงครามกับทางอาณาจักรขอมจนได้รับชัยชนะ  วงการพระเครื่องเชื่อกันว่า ปรกพะงั่วถูกนำมาจากเขมร มาบรรจุที่วัดมหาธาตุ ทั้งนี้เนื่องจากรูปแบบทางศิลปแบบขอมโบราณนั่นเอง

พระแผงปรกพะงั่ว จำลองเทวสถานบนพระพิมพ์


   ผู้เขียนครั้งเริ่มศึกษาในศาสตร์ของพระเครื่องได้ไม่นาน  ได้พบเห็นภาพปรกพะงั่วในหนังสืออมตะพระกรุ ของอาจารย์ต้อย เมืองนนท์  พบเห็นรูปแบบของพระแผงที่ยังไม่ครบองค์ประกอบ อาจเทพระไม่เต็มแม่พิมพ์ หรือเจตนาเทให้มีพระเพียงองค์เดียว  เป็นแรงบันดาลใจให้เสาะหา  พระแผงปรกพะงั่วที่มีครบองค์ประกอบ หรือเต็ม ๆ แผง  ใช้เวลาเสาะหาอยู่นานจนประสปความสำเร็จ  ครั้นเมื่อพบก็รู้สึกเกินคาดคิด  เพราะเป็นพระแผงที่มีความอลังกาล  เหมือนคนโบราณตั้งใจจำลองเทวสถาน ให้มาอยู่ในพระแผงองค์นี้เลยทีเดียว
  แรก ๆ เมื่อมีผู้แวะเวียนมาดู   คำถามแรกที่ได้ยินจนชินหูนั่นคือ  "ถ้าเอามาตัดขายเป็นสามองค์จะขายได้เท่าไหร่" ซึ่งผู้เขียนมักหงุดหงิดและนึกอยู่เสมอว่า  มีพระกรุองค์ไหนที่จะมีสถาปัตยกรรมแบบ โรมัน ที่ชัดเจนมากที่สุดแบบนี้อีก  นอกจากจะเห็นได้ที่ปราสาทพระขรรค์อันเป็นโบราณสถานในเขมร ซึ่งนักโบราณคดีและสถาปนิกทั่วโลกถือเป็นเรื่องของความน่าประหลาดและอัศจรรย์ใจที่ศิลปแบบกรีก-โรมันแพร่มาถึงอาณาจักรขอมโบราณได้ หลังจากนั้นจึงได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับพระแผงองค์นี้   โดยใช้การเทียบเคียงศิลปร่วมสมัย และตีความจากรูปแบบทางศิลป

ฉัตรรวงข้าว พิจารณาบริเวณบัวลวดด้านล่างกับดุมบนยอดฉัตร (ภาพแกะสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด)

 
ด้านล่างของฉัตร บนหัวเสากลมแบบโรมัน มีตะเกียงประดับอยู่  ตามจารึกปราสาทพระขรรค์ สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บทที่ 122-126 
จารึกไว้ว่า พระองค์ได้ทรงโปรดให้สร้าง วหนิคฤหะ ซึ่งแปลว่าบ้านมีไฟ  ไว้ตามเส้นทางสายหลัก 5 สายในอาณาจักรของพระองค์ 121 แห่ง

แต่ยังมีอีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นไปได้เช่นกัน  สิ่งที่ประดับอยู่บนหัวเสา อาจเป็นหม้อ ปุรณคฏะ หรือหม้อแห่งความอุดมสมบูรณ์  ซึ่งเป็นความเชื่อที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยทวารวดี  แม้แต่ในปัจจุบันนี้ บ้านเรือนโบราณบางแห่งยังประดับหม้อบูรณคฏะนี้ไว้บนขื่อหน้าบ้าน



 
 สถิติวันนี้ 54 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4709 คน
101571 คน
891255 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30