บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
 
( เจ้าหมีคร่ำครวญหาอรัญยานี )

เพียงหนึ่งวันที่นางจรจากหนี                    
เหมือนหนึ่งปีเมื่อไร้ศรีสมร
แลตะวันลับแสงทินกร                               
ประภากรอ่อนแรงแสงสุรีย์
ทิวากรจรแล้วหนอดวงแก้ว                                  
อัมพรแคล้วคลาดคลาเจ้าลาหนี
ฤาหลบหลังชังหน้าม่านราตรี                   
สิ้นปราณีพี่แล้วหรือแก้วตา
ใบไม้โบกโยกไหวให้สำเนียง                   
วาระเรียงเคียงคู่อยู่พฤกษา
เสียงพระพายละม้ายพจนา                        
หลั่งน้ำตาโหยไห้ใจร้าวราน
อาภากรลับหายตรงปลายฟ้า                     
สกุณาโผบินคืนถิ่นฐาน
น้องคงเสพสมสู่อยู่วิมาน                           
สุขสราญลืมหลักพำนักกาย
เจ้าจากไปใช่ว่าเพียงลาจาก                                   
แต่เจ้าพรากวิญญาณมลานหาย
ใจฟั่นเฟือนคลาเคลื่อนจากเรือนกาย       
รักสลายวายแล้วแม้แววตา
เดินตามทางเท้านางเคยย่างก้าว                
ลบเลือนราวแสงดาวอันพราวพร่า
เดินคนเดียวโดดเดี่ยวเปลี่ยวชีวา              
มองนภาเห็นดาวเริ่มพราวพราย
 
ฤาดาราหยาดมาน้ำตาฟ้า                           
คะนึงหาอาภากรที่จรหาย  
ดาวพราวฟ้าโศกามากลับกลาย                
หยาดเป็นสายน้ำค้างหล่นพร่างพรู
เจ้าโฉมตรูลับเลือนเหมือนเดือนดับ        
ไปลาลับอับคู่อยู่อดสู
เดินเพ้อพร่ำร่ำหายอดพธู                          
จนเช้าตรู่มิเห็นแม้เงากาย
ครั้นตะวันเฉิดฉายตรงปลายฟ้า                
เคลื่อนคล้อยมาสาดแสงทองส่องฉาย
ยืนมองจ้องสองแขแลพร่าพราย               
เมียงละม้ายคล้ายนางผู้วิไล

ลานรอนรุมเร้าเศร้าจริต                          

โนราห์ลิดรอนรนสุธนไหว

มัยราพณ์สาปข้าฤาอย่างไร                                   

สมุทัยทับถมจมนที
ด้วยอาลัยโหยไห้อยู่ในรัก                          
มิได้พักหักใจให้หมองศรี
ครั้นทุกข์เศร้าเร้ารุมสุมชีวี                         
จนฤดีปี้ป่นวิกลไป
หมีมุ่งมั่นบรรลุสุริยัน                                  
ดวงชีวันน้องเร้นหลบไฉน
ทินกรซ่อนกายอยู่ภายใน                           
เดินจรไปหมายมั่นอรัญยานี
 
อาคเนย์วนย้อนหรดี                                               
สมประดีพลีสิ้นแล้วเจ้าหมี           
ตะวันอ้อมข้าวอ้อมบ่าวผู้ภักดี                  
อ้อมพงพีอ้อมหาเจ้าอ้อมใจ
โอ้วันคืนหมุนเวียนแปรเปลี่ยนผัน                       
รักคงมั่นไร้วันแปรผันได้
ยังเวียนวนค้นหายอดยาใจ                         
ชีวาลัยไขว้เขวกาลเวลา
ครั้นถึงยามอาทิตย์อัสดง                            
อ่อนแสงลงลับหายตรงปลายฟ้า
หมีร้องเรียกเพรียกหาวิมาลา                    
เฝ้าร่ำลาคนรักกับตะวัน
แล้วพระภรุจึงพร่ำเพ้อรำพึง                     
จะคะนึงถึงตะวันไปไยนั่น
อาภาลวงดวงใหม่หรือไรกัน                    
ร้องรำพันร่ำหาอรัญยานี
ด้วยว่ารักยิ่งชีวีจะมีให้                               
ไร้สิ่งใดหมายแม้นจักแทนที่
แม้ไม่เห็นคุณค่าไม่ปราณี                           
ยังภักดีมิโทษโกรธเคืองนาง
นึกตำหนิตัวเราที่โง่เง่า                               
ว่าช่างเขลาได้เชื้อกลิ่นเสือสาง
เงาวิบัตินั้นเห็นอยู่เป็นลาง                         
จนโฉมนางร้างไกลให้รู้ตัว
 
นั่งรอรังสิมาอาภากร                                  
มิหลับนอนในคืนมืดสลัว
ลืมตาตื่นขืนอยู่สู้รู้ตัว                                  
กริ่งเกรงกลัวรัวเร้าใต้เงาจันทร์
ตั้งความหวังเจ้าไปมิไกลลับ                     
คงจะกลับพงไพรดังใจมั่น
เฝ้าชะแง้แลตื่นทุกคืนวัน                           
มิแปรผันท้อถอยคอยเวลา
 
( อติรูปให้จมูส่งคืนอรัญยานีแก่พระภรุ )
วันคืนแห่งความหวังของพระภรุ             
ได้บรรลุความสิ้นถวิลหา
ยามเย็นย่ำรำพันตะวันลา                           
คะนึงหากานดาที่อาวรณ์
คนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งตะบึงถึง                          
ยืนตะลึงแลคล้ายสายสมร
ถูกเขาทิ้งจากม้าไม่อาทร                           
แม่งามงอนแก้วตาอรัญยานี
 
ชายหลังม้าวางท่าว่ายโส                           
เจ้าคนโง่โคป่านี่ทาสี
นางคงเป็นเมียเจ้าได้เข้าที                          
ด้วยนารีเรียนครบจบกระบวน
ค่าที่ได้เรียนรู้เล่ห์ชู้ชาย                              
รู้ลวดลายกายกลจนหอมหวน      
 
อติรูปสอนรบรักอบอวล                            
ทุกท่าทวนทบซ้ำย้ำขึ้นใจ
อันดีชั่วเช่นนี้ยากมีได้                                 
ซึ้งรสใคร่จุมพิตน่าพิสมัย
ผ่านสำนักฟักเฟ้นมาเช่นไร                                   
ในพงไพรให้ค่ากับสามี
อันนารีเช่นนี้แหละดีแท้                             
ไม่ต้องแก้ต้องกู้รู้วิถี
ชินสนามสงครามกามเทวี                         
ยอดสตรีนี้เหนือเนื้อนางใด                       
เป็นศิษย์โปรดตีตราองค์ราชันย์                
ทุกคืนวันหมั่นว่าอย่าสงสัย            
บุตรคนแรกแม้นงามรูปวิไล                      
คนต่อไปอาจทรามงามไม่มี
หากนางขานอติรูปลูกคนโปรด                
อย่าได้โกรธโทษมันว่าบัดสี

“อติรูป” ชื่อบุตรฤาบุตรี                              

ย่อมเป็นศรีสง่าองราชันย์
โอ้คนดงงมงายควายป่าเอ๋ย                                  
อย่าเศร้าเลยทำใจให้สุขสันต์
ยามเมื่อนางหยุดร่ำไห้รำพัน                      
จะรักมั่นมึงเฉกเช่นเอกองค์
 
หมีพินิจบริวารบนอานม้า                          
จึงรู้ว่า จมู ผู้ประสงค์
เร้นชมกายโฉมฉายอยู่ชายดง                    
นิ่งงันงงพิสวงพะวงไป
จ้องด้วยตาพร่าหลับไม่รับรู้                                  
ฟังด้วยหูไร้เสียงสำเนียงไหว
รับด้วยจิตคิดเขลาไม่เข้าใจ                                   
กลับมองไปด้วยความกรุณา
ทั้งความแค้นสยองจ้องมองอยู่                 
จนจมูลาลับไปกับหน้า
สยดสยอง เคืองคุ กรุณา                             
ในอุราพร่านอยู่ดูวุ่นวาย
ดวงชีวาลาลับได้กลับคืน                           
แค้นขมขื่นตรอมตรมระทมพ่าย
ความอาฆาตฤาถลำมากล้ำกราย               
สุขสมหมายเคียงนางอยู่กลางไพร
 
 สถิติวันนี้ 38 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4693 คน
101555 คน
891239 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30