บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
 
ครั้นเจ้าหมีตามมาที่พำนัก                          
เห็นยอดรักร้าวรานดังไฟผลาญ
เหมือนถูกโบยโอดโอยทรมาน                 
จนถึงกาลดวงจิตวิปริตไป
นางเพ้อพร่ำถึงสาวลูกชาวป่า                    
ทิ้งพนาดงป่าเคยอาศัย
ทิ้งบิดาผู้เมตตามิอาลัย                                
ทิ้งน้ำใจสัตย์ซื่ออยู่ทรมาน
ในบัดดลฤดีพลันแปรเปลี่ยน                     
ใจวนเวียนรสรักสมัครสมาน
ถึงรสจูบอติรูปใจรอนราน                          
โฉมสะคราญร่ำหาด้วยอาวรณ์
แล้วย้อนด่าพระภรุว่ารูปชั่ว                                    
ช่างทำตัวหม่นมัวดังตัวหนอน
แม้นรูปชั่วตัวไพร่ไม่สังวร                         
หมายจะชอนไชผลบนพานทอง
กลางอารมณ์วิกลวิปริต                               
ยากพินิจความอันผิดฤาถูกต้อง
มะม่วงป่าถูกผ่าแช่เกลือดอง                      
อันเนื้อทองพลวงเนื้อหลอมเจือปน
ฤาจะแยกเกลือจากผลมะม่วง                    
แยกเนื้อพลวงจากทองไม่เป็นผล
นับประสากระไรหัวใจคน                         
ถูกเจือปนรสแรงแห่งรูปกาย
แม้นระลึกความดีของเจ้าหมี                     
แลริบหรี่ปลายธูปวูบเลือนหาย     
ร่างของตนใจตนที่ทนอาย                          
หมายพรากกายจากใจที่อายตน
จึงน้อมกายจุมพิตที่เท้าหมี                         
นวลนารีหมอบราบวนาสณฑ์
เจ้าหมีเสียวสะเทิ้นสะท้านตน                   
ซาบซึ้งจนน้ำตานองทั้งสองตา
สะอื้นเหมือนคมมีดกรีดฤดี                                    
ฤาคนดีรู้ซึ้งถึงคุณค่า
เบือนหน้าหลบสบจ้องท้องนภา                
เห็นดาราตกวูบจูบผืนดิน
อันดาราย่อมคู่อยู่ฟากฟ้า                             
ดาวตกมาวูบหายมลายสิ้น
ฤาดาวตกเปรียบแม้นยุพาพิน                     
ลงจูบดินแล้วดับเลือนลับไป
อรัญญานีลุกขึ้นฉุดลากแขน                      
ว่าเจ้าแม้นเพื่อนตายยากหาได้
เดินไปพลางกระซิบพลางถึงความนัย      
อ้อนวอนให้หมีทำตามบัญชา
 
 
นางทวงถามถึงความเคยไขขาน                
แม้นต้องการสิ่งใดในพงป่า
พี่จักทำตามใจให้สัญญา                             
อันวาจานั้นเคยเอ่ยจำนรร
หมีได้ยินวาจาจึงเอื้อนเอ่ย                          
ไฉนเลยจักลืมซึ่งคำมั่น
ขอเป็นทาสรับใช้ดวงชีวัน                          
ทุกคืนวันคงมั่นสัญญาใจ
แม้นวิหคสีรุ้งในราวป่า                               
มวลพฤกษาหลากสีทั้งเหนือใต้
มอบแด่เจ้าแม้นตัวและหัวใจ                     
น้องอยากได้สิ่งใดจงกล่าวมา
ข้าประสงค์ปลดเปลื้องยังสิ่งหนึ่ง             
ซึ่งรัดรึงแน่นอยู่ในใจข้า
หาที่มืดแห่งหนึ่งกลางพารา                                   
จงแทงข้าตรงกลางระหว่างใจ
แม้นว่าเจ้ามิทำตามประสงค์                      
ใจเจ้าคงหมดรักแล้วใช่ไหม
หากไม่ทำข้าทำตามแต่ใจ                           
ในไพรพงดงนี้ดูเข้าที
หมีได้ฟังน้ำคำนางเพ้อพร่ำ                                    
ให้กลืนกล้ำร่ำโศกนวลน้องพี่
แม้นชิงชังสักครั้งยังไม่มี                             
จะให้พี่เข่นฆ่าได้อย่างไร
วนาลีนี้เปรียบสวนสวรรค์              
เราอยู่กันเพียงสองก็สุขได้
สุขหรือโศกฝากไว้กับราวไพร                  
ชีวาลัยล้ำค่าโปรดอาวรณ์
อรัญยานีด้วยใจอันวิปริต                           
มิได้คิดถึงคำพระภรุสอน
คิดเพียงตัดให้สิ้นจากนิวรณ์                      
จึ่งร่ำร้อนดั่งเพลิงสุมฤดี
ว่าที่แท้สัญญาแค่ลมปาก                             
ชอบสำรากคำหวานแล้วคลานหนี
อันชิวหาชายชั่วชอบพาที                           
กล่าววจีกลิ้งกลอกหลอกลิงไพร
ฟังวาจาเจ้าแล้วช่างน่าขัน                          
ว่าอยู่กันเพียงสองครองคู่ได้
อันพารานี้หรือไม่มีใคร                              
หารู้ไม่ฟังคำข้าจำนรร
ยามเมื่อเจ้าประสงค์ภิรมย์จูบ                     
ยามมือลูบโลมไล้ตรงปลายถัน

แล้วตัวข้าหรือจะคิดถึงใครกัน                  

เนตรงามนั้นอติรูปจอมนที

 
ด้วยรูปทรามมิงามเช่นกษัตริย์                   
ชั้นต่ำสัตว์คิดเทียบเปรียบราชสีห์
วณิพกบังอาจเทียบนักกวี                          
หนองนทีฤาเปรียบวังบาดาล

แม้นเจ้าอยู่กับผู้ที่ชังเจ้า                               

เป็นแร้งเฝ้าคอยเหยื่อเขาประหาร

หมายจะลิ้มชิมเหยื่อจากนายพราน          

ดังขอทานเศษเดนจากผู้คน

ข้าเป็นเหยื่อที่ถูกธนูดิ้น                            
ยังมิสิ้นชีวินกระเสือกกระสน
ทรมานจนกว่าจะวายชนม์                        
ฤาให้ทนอยู่ในร่างร้างวิญญาณ

เห็นพระภรุยืนงงตีหน้าเซ่อ                        

ตัวท้าวเธอโทสะดั่งไฟผลาญ

เอ่ยวาจาหมายให้มันร้าวราน                    
โฉมสะคราญลืมรักที่ภักดี
วันหนึ่งเถิดอติรูปตัวน้อย ๆ                      
จะเปล่งถ้อยวาจาด่าเสียดสี
ถ่มน้ำลายรดหน้าเจ้าตัวดี                          
เสมอที่บิดามันกระทำ
อันโคป่าเลี้ยงลูกราชสีห์                             
ถึงคราที่จักโดนมันขย้ำ
แม้นว่าเจ้ามิซึมซาบถึงน้ำคำ                     

เหมือนข้าพร่ำร่ำ ซอกล่อมโคไพร

 

บัดนั้น                                                           

ดั่งสิ้นแล้วนภาแห่งปักษี
ซึ่งมัจฉาสิ้นไร้หนองนที                             
อสุนีบาตฟาดกลางฤทัย

พอแล้วหนอโง่งมงายในรัก                       

ด้วยประจักษ์รักนี้เป็นเช่นไหน

รักด้วยกายวาจาแลหัวใจ                            
แต่รักให้ไร้รักจักหวลมา
ความเป็นจริงสุดตรมแลขมขื่น                  
แม่งามชื่นระรื่นหื่นมังสา
อติรูปขับเจ้าจากพารา                                
แก้วกานดาหลงไหลในรูปกาย
จึงลืมสิ้นความงามบริสุทธิ์                        
รูปกามฉุดซ่อนเร้นเช่นเม็ดฝ้าย
ภายนอกขาวเม็ดดำซุกเรียงราย                  
สุภาพ่ายกลกามชายทรามทำ

โอ้วันชื่นคืนสุขแห่งเราสอง                      

ลอยลิ่วล่องลับไปดังสายน้ำ

สุดอกตรมขื่นขมในน้ำคำ                           
วนเวียนย้ำก้องอยู่ในราวไพร
 
 
พลันเอ่ยว่าจริงแท้วาจาเจ้า                         
ความโศกเศร้าแค้นเคืองฤาเปลื้องได้

ด้วยเราสองติดบ่วงหนี้หัวใจ                     

ข้าควรให้สมดังเจ้าบัญชา 

อรัญยาณีเปลื้องผ้าที่คลุมกาย                     

พระจันทร์ฉายสาดส่องไปทั่วหล้า

ครั้นแสงเดือนเลือนวูบลูบกายา                
ปทุมมาผลิดอกออกเย้ยจันทร์
พลันคมมีดถูกชักออกจากฝัก                    
หมายตัดบ่วงรักนางดังมุ่งมั่น
ชมเรือนร่างตระการอาบแสงจันทร์         

ดวงเนตรพลันหม่นหมองนองนที

หมียืนมองดวงตาเศร้ามิเคืองแค้น             
ดาวนับแสนแม้นจ้องมองสองศรี
แว่วเสียงลมครวญคร่ำร่ำโศกี                    
แล้วเจ้าหมีจึงพร่ำเพ้อรำพัน

ตรงระหว่างสองเต้านั้นแหละหนา                       

คมมีดข้าจะแทรกผ่านกลางถัน

ยืนนิ่งมองโฉมเจ้าวิลาวัณย์                        
เสมือนจันทร์หม่นเดือนเลือนนภา

ตานั้นจ้องมองนางครั้งสุดท้าย                  

เอื้อมมือซ้ายปาดน้ำตาที่พรายพร่า

ยกมือขวาเงื้อแทงงามกายา                       
คมมีดคร่าผ่าตัวถึงหัวใจ
เสียงนางร้องถอนใจเฮือกแล้วซวนล้ม      
มันยืนชมด้วยใจที่โหยไห้
ยืนมองนิ่งมิรับร่างยาใจ                              
ชีวาลัยไร้สิ้นซึ่งวิญญาณ

ณ กาลอันรักหลงมาบรรจบ                       

หนึ่งได้พบรักแท้สมัครสมาน

หนึ่งหลงรูปหลงร่างต่างร้าวราน             

ทรมานทั้งเป็นและทั้งตาย

หมีประคองร่างนางขึ้นวางตัก                 
  มือเชยพักตร์ลูบไล้ผมสยาย 
โอละเห่กล่อมนางผู้วางวาย                       
ดุจดั่งคล้ายพ่อกล่อมลูกนิทรา

ร่างไหวโยกเห่โศกเจ้าโฉมศรี                   

หลับฝันดีเถิดหนาดวงใจข้า

เหนื่อยพอแล้วฤทัยและกายา                    

แก้วกานดาหลับฝันนิรันกาล

ที่ขมขื่นอายอับจะลับหาย                           
ดังฝันร้ายที่เจ้าได้พ้นผ่าน

โอละเห่เอ่เอ๊หลับชั่วกาล                            

สุขสราญในฝันเถิดคนดี

 
พินิจหน้าอันหาชีวิตไม่                               
แม้ยามไร้จันทร์ส่องยังผ่องศรี
พระร้องร่ำพร่ำโศกวิโยคทวี                     
อรวีรอพี่ก่อนแก้วตา
 
 สถิติวันนี้ 59 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4714 คน
101576 คน
891260 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30