บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
 
อติรูป

เรื่องอติรูปนี้ ผมแต่งขึ้นช่วงตกต่ำของชีวิต ช่วงอายุเพียง 20 เศษ ๆ ใช้ช่วงเวลาหลังเลิกงานตอนตี1ตี2
หัดแต่งอยู่เพียงไม่กี่วันก็หยุดโดยที่ยังไม่แล้วเสร็จ  โดยเป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่องเดียวกันนี้  ซึ่งเขียนโดยชาวตะวันตก ชื่อนาย เบ็น  โดยที่ผมเองจำชื่อท่านผู้แต่งนี้เต็ม ๆ ไม่ได้แล้ว  เพียงแต่เคยอ่านเรื่องย่อ ๆ และใช้เค้าโครงเรื่องมาแต่งเป็นร้อยกรอง  ผมไปเจอต้นฉบับเดิมที่ผมเขียนไว้ ก็ได้นำมาลงโดยไม่ได้แก้ไข  ตั้งใจสักวันจะแต่งต่อให้จบ  เวลานี้นำมาอ่าน รู้สึกเป็นร้อยกรองแนวอินดี้  คือมุ่งเน้นอารมณ์ส่วนตัวผู้แต่งเป็นหลัก  บางตอนจำได้ว่าแปลมาจากเพลงสากลแบบงู ๆ ปลา ๆ มาเป็นร้อยกรองก็หลายเพลง
ตอนที่แต่งแล้วชอบใจที่สุด คือตอน อติรูปชมสวน   โดยนำเอาชื่อพันธุ์ไม้หลากชนิดมาร้อยเรียงเป็นตอนเกี้ยวพาราสี ระหว่างชายหญิงและลงท้ายด้วยบทอัศจรรย์
ยังคิดเล่น ๆ จนปัจจุบันนี้ว่า หากมุ่งเอาจริงจังทางนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น  ถึงเวลานี้อาจเก่งและมีชื่อเสียงทางด้านนี้  แต่คงลำบากยากแค้นไม่มีจะกิน  คงจะลำบากกว่าทุกวันนี้มาก

อติรูป 1 (อรัญยานี)
จวนอุษานภาดาราเลือน                 
หมอกคล้อยเคลื่อนกล่นเกลื่อนบนเผือนผา
โรยแสงเดือนเผือดลงพงพนา                   
สนธยาล่วงลุแรงสุรีย์
แสงบรรเจิดเฉิดฉายตรงปลายภพ
ไพรสัณฑ์สบพร้อมพรั่งเรืองรังสี
พลันพระพายพรูถั่งทั้งพงพี                      
ธรณีดั่งกระหม่ากายาชน
ด้วยพฤกษาเอนลู่ชี้ชูชัน                 
เหยียดกายยันมังสะโลมะสน
หมู่หมอกสายคลี่คลายกระจายบน           
บุบผาผลร่วงหล่นอยู่บนทาง
สายลมพรูกรูเกรียวประเดี๋ยวหยุด
คล้ายเยื้อยุดฉุดป่าว่ารุ่งสาง
เช้าแล้วหนาสัตว์ป่าอย่าเว้นวาง   
จงเยื้องย่างกายาออกหากิน
ล้วนงามตาทั่วหล้าวนาคร                       
จากอุดรจรภพสบทักษิณ
พันธุ์พฤกษางามแสนทั้งแดนดิน  
ธรณินทร์อุดมสมบูรณ์ไป
ทั้งหลากหลายมากมายสายพันธ์ป่า         
เก้งกวางผาช้างม้าอยู่อาศัย
อีกลิงค่างบ่างชะนีกบี่ไพร             
นภาลัยมากมีปักษีจร
หมู่ปักษินบินลิ่วเป็นทิวแถว                      
ดูพราวแพรวแนวตัดประภัสสร                           
บุบผาบานขานชู้ภู่ภมร                               
ชูเกสรห่อนหุ้มภุมริน
ชลาลัยน้ำใสใจวนา                         
ฉ่ำอุราธาราจากผาหิน
ไวระยับเกล็ดแก้วแววเมฆินทร์                
ยามสลิลสะท้อนทินกร
ชลนัยไหลโยกจากโตรกผา                       
ดั่งน้ำตาอาลัยสายสมร
ครวญคร่ำหากานดาด้วยอาวรณ์   
อนุสรห่อนหาว่าอาลัย
ชลธีมากมีทวีค่า                               
ทั้งกุ้งหอยปูปลามากอาศัย
สัตว์ป่าดื่มกินว่ายสบายใจ             
อาชาไพรม้าลายยืนรายเรียง
เงาไม้สอดทอดกายสายธารา                     
สกุณาหาคู่ร้องกู่เสียง
ชู้ชีวาถลาร่อนเกาะคอนเคียง                    
แจ้วจำเรียงสำเนียงเสียงดนตรี
 
สายน้ำโหมถั่งโถมประโคมฆ้อง  
ตะโพนกลองสนองทำนองศรี
สาดแนวหินผินโผนโทนมโหรี     
แล้วค่อยหรี่ไล่เรียงสำเนียงไพร
สายลมเร้าเป่าสังข์ดังเจื้อยแจ้ว                 
หมู่ไผ่แนวเสียดสีปี่ไฉน
โพรงไม้แว่วสุนทรีว่าปี่ใน             
กิ่งก้านใบกรีดกรายสายซอซึง
เสียงกุญชรแตรงอนสะท้อนป่า    
สิงหรารำมะนาพาโกรธขึ้ง
สรรพสัตว์ตื่นตนกันอลอึง            
ตกตะลึงถึงย่ำดังกรับไกร
สรรพเสียงเพียงโหมประโคมว่า  
สกุณาชลาธารเพียงขานไข
แม้นสิงสาอัยราก้องป่าไพร                       
ยังอาลัยไร้เสียงร้อยเรียงมา
 
แว่วเสียงครวญรัญจวนกำสรวลจิต
นิรมิตรจิตรามาเพรียกหา
เหล่าสัตว์ป่าริมท่าฝั่งธารา             
หมอบกายาสุนทราตรึงตราใจ
สุติใดไพเราะเสนาะโสต               
โศกาโรธโอดครวญว่าหวนไห้
ศจีสิ้นอินทรหรือกระไร                 
ร่ำอาลัยอาวรณ์เป็นกลอนเพลง
พร่ำทำนองร่ำร้องก้องวนา            
ฝูงอาชาลิงช้างทั้งกวางเก้ง
เร่งรุดมาธาราหาเสียงเพลง                       
มนต์บรรเลงเพลงกลอนสะท้อนไพร
ว่าอกเอ๋ยมิเคยได้เชยชิด                 
ที่สนิทสนมภิรมย์ใกล้
อันคู่ชมสมชู้อยู่หนใด                                 
ถวิลใคร่เสน่หาวิลาวัลย์
ไร้คู่เรียงเคียงหมอนร่วมนอนหนุน          
ขาดไออุ่นกายาครา วสันต์
ยังเหน็บหนาวรวดร้าวคราวเหมันต์         
แล้วคิมหันต์ใครเล่าเฝ้าพัดวี
เหมือนกวีไร้เสียงสำเนียงใบ้                     
สุมาลัยไร้กลิ่นประทินศรี
บุบผาผลหม่นแรงแสงสุรีย์            
เป็นปักษีไร้ถิ่นจะบินจร
นางเนื้อกวางร้างคู่ดูประหลาด     
อาชาชาติขาดครูผู้ฝึกสอน
คือมัจฉาร้างลาชลาธร                                
ว่ากุญชรมัวหม่นไร้ทนต์งา
เป็นแต่บัวตูมอยู่มิรู้บาน                  
กุหลาบกร้านแดดไหม้ไร้คุณค่า
คงเหี่ยวซูบรูปทรามตามเวลา                    
พวงผกา ลาโรย ลงโปรยดิน
 
อันหญิงงามไร้ยามชู้ทรามเชย                   
ไฉนเลยร้างลาคุณค่าสิ้น
จอมผกาค่าเพียงฤาเคียงดิน                       
ควรแซมปิ่นเกศาองค์ราชา
 
เพลงลำนำร่ำหาว่าอาลัย                
แม้นผู้ใดได้ยินถวิลหา
ครั้นเดินร่ำรำพึงถึงธารา                
ดั่งนางฟ้ามาแกล้งจำแลงกาย

นาฏย สะอางทั้งร่างเรือน              
ยามเยื้องเยื้อนเยื่องกายคล้ายรำร่าย
ตะโพกไหวไกวเรือนางเนื้อทราย  
ทั้งขวาซ้ายยักย้ายให้วายชนม์
เนตรนงรามงามสิ้นกว่านิลเนื้อ    
ปากแดงเรื่อเกลื้อฉ่ำมะกล่ำฝน
มณฑลถันอุดมสมบูรณ์ตน                       
น้ำเต้าผลกลมมนเทพดลดาล
เกศาเนียนนุ่มแลดังแพรไหม                    
งามพิไลผ่องพรรณทั้งสัณฐาน
เป็นบุบผาคราแย้มแง้มกลีบบาน  
งามตระการนงคราญ " อรัญยาณี "

โอบกุณฑีจรลีนทีท่า                                   
น้อมกายาริมฝั่งธาราศรี
รองสายน้ำเย็นฉ่ำนำวารี                
สู่กุณฑีเต็มปรี่ที่ตั้งใจ
เงาแม่งามหวามไหวอยู่ในน้ำ                    
สะท้อนนำดวงหน้าธาราใส
เงาร่ายร่อนสะท้อนทอดถอนใจ   
ชลนัยเอ่อนองยังสองตา
เอื้อมมือขึ้นลูบโฉมประโลมแก้ม 
เด็ดบัวแย้มดอมดมชมแล้วพร่า
ทึ้งกลีบโปรยโรยเปื้อนเกลื่อนธารา          
บังเงาหน้าสะท้อนสะเทือนใจ
หมายลบล้างเงาร่างอำพรางจิต                
ฤาชีวิตนงพาลจะทานไหว
อยู่กลางพฤกษ์ร่ำถึงคะนึงไกล                 
ในป่าไพรใคร่หาแต่ธานี
แล้วอำลาริมท่าฝั่งธารา                              
โฉมยุพาจรลีกลับถิ่นที่                   
พลันดงไพรโยกไหวใกล้วารี                    
เสมือนมีไพรีหลบลี้มา
 
 สถิติวันนี้ 57 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4712 คน
101574 คน
891258 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30