บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
 

     ราชบุณ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร The Art Of Siam ฉบับที่ 5


เมืองกรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมทีหลังจากกรุงแตก  ก็ถูกทิ้งร้าง การทำลายวัดวาอารามศิลปวัตถุโดยทหารพม่ามีเพียงส่วนหนึ่ง  แต่การทำลายล้างส่วนใหญ่อยู่ในช่วง ๖ เดือนหลังกรุงแตก ก่อนที่พระเจ้าตากสินจะยึดกรุงเก่าคืนมาได้  ดังที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส  ชาวต่างประเทศคนแรกที่ไปถึงกรุงเก่าหลังจากกรุงแตกในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๓๑๒ ได้บันทึกไว้ว่า    “คนไทยโดยเฉพาะชาวจีนไม่สามารถจะช่วยตัวเองได้ หันไปทำลายวัดวาอารามต่าง ๆ เขาเหล่านั้นได้ทำลายพระพุทธรูปเผาตัดเป็นชิ้น ๆ สำหรับพระพุทธรูปที่ทำด้วยทองแดงก็เอาไฟสุมหลอมเสีย ประตูหน้าต่างและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่จะเผาได้ก็เผาเสีย  พระพุทธรูปนั้นให้ความเอื้ออารี แม้ว่าจะถูกคนงานตัดออกเป็นชิ้น ๆ ที่วัดประดู่มีการค้นพบทองและเงินถึง ๕ โอ่ง และที่วัดโพธิ์ราย (Phu Rai) ได้ทองจากหอใหญ่ของวัดได้ทอง ๓ ลำเรือ  ข้าพเจ้าอยู่ที่ประเทศสยามแล้วเมื่อคนจีนค้นพบ ข้าพเจ้าสามารถกล่าวยืนยันได้ว่า แทบจะไม่มีเจดีย์องค์ไหนเลยในบริเวณเมืองหลวงและรอบ ๆ เมืองหลวงที่ไม่ถูกทำลาย เขาถือโอกาสทำลายเจดีย์อันสวยงามเหล่านี้ เพราะเขาจะไม่ต้องทำงานอื่น”

 

แม้ว่าการทำลายล้างจะทุเลาลงบ้างในระยะหนึ่ง  แต่เคราะห์กรรมยังไม่หมดกับศาสนสถานตลอดจนศาสนวัตถุที่เป็นเครื่องหมายแห่งศูนย์กลางของชาวพุทธ   ความพินาศที่เกิดแก่อดีตราชธานี  ยากเกินจะเยียวยา  การย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองธนบุรีทำให้กรุงเก่าถูกทิ้งร้างอีกครั้ง เนื่องจากนโยบายของทางการในสมัยกรุงธนบุรี และต้นกรุงรัตนโกสินธุ์ คือการรื้ออิฐเก่าเพื่อสร้างเมืองใหม่  โบราณสถานถูกรื้อถอนทำลายเพื่อนำมาสร้างกรุงธนบุรีและกรุงเทพมหานคร  กรุงเก่าที่ยับเยินอยู่แล้วจึงถึงแก่กาลอวสาน  มีการขนอิฐขนศิลาแลงลงเรือไปยังเมืองบางกอกทุก ๆ วัน

 

เมืองกรุงเก่า กลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ในรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงความเป็นอัจฉริยะกษัตริย์พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์โลก  ได้ทรงริเริ่มแนวทางและทรงวางรากฐานการบูรณะโบราณสถานเป็นพระองค์แรก  พระราชกรณียกิจที่สำคัญในเมืองกรุงเก่า เป็นต้นว่าการบูรณะวังหน้า (พระราชวังจันทเกษม)   ทรงบูรณะมหาเจดีย์วัดขุนแสน  และที่ทรงเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่โบราณคดีไทย  คือการจ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ บูรณะและต่อเติมวัดเสนาสนาราม  เพื่อถ่ายทอดวิสุงคามสีมา ซึ่งหมายถึง การนิมนต์พระสงฆ์ที่ปลูกสร้างและพำนักอยู่ในบริเวณโบราณสถานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการทำลายโบราณสถานและโบราณวัตถุอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์  ให้มาพำนักอยู่รวมกันที่วัดเสนาสนารามในเมืองกรุงเก่า

 

รัชสมัยถัดมา ได้มีการจัดระเบียบแบบแผนในเมืองกรุงเก่า  มีการชำระภูมิสถานและจัดทำแผนที่โบราณสถานโดย พระยาโบราณ ราชธานินทร์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยา และรับราชการอยู่มณฑลอยุธยานานถึง ๒๐ ปี มีการเรียบเรียงชื่อวัดและชุมชนที่ถูกทำลายหรือสูญหายไป  ให้มีความชัดเจนและรื้อฟื้นภูมิศาสตร์ของเมืองขึ้นมาอีกครั้ง  แต่ความเจริญและความเร่งรีบอีกทั้งนโยบายทางการทหารที่มีต่อการรุกรานของชาวตะวันตก  ก็ได้สร้างความพินาศให้แก่รากฐานของคนไทยอีกครั้ง โบราณสถานบางแห่งถูกทำลายเพื่อก่อสร้างสถานที่ทางราชการ  เป็นต้นว่าวัดสบสวรรค์ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสุสานกษัตริย์  เจดีย์บรรจุพระอัฐิพระมหากษัตริย์ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ครั้งกรุงศรีฯยังเป็นราชธานี  กว่าร้อยองค์ถูกทำลายเพื่อสร้างสนามฝึกซ้อมทหาร

   

เมืองกรุงเก่าถูกละทิ้งอีกครั้ง  วัดวาอารามทรุดโทรมขาดการดูแล  โบราณสถานเป็นเพียงที่หลบซ่อนและอยู่อาศัยของพวกชุมโจรต่าง ๆ   มาโดยตลอด

จวบจนรัชสมัยปัจจุบัน  มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่  ทำให้เมืองกรุงเก่า หรือกรุงศรีอยุธยาในอดีต  ได้ยืนหยัดขึ้นอีกครั้ง  และกลายเป็นนครแห่งประวัติศาสตร์ จนไดรับการรับรองจากอาณาประเทศให้เป็นมรดกโลกในปัจจุบัน

 

ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อำเภอกรุงเก่าในสมัย จอมพล ป.พิบูลย์สงครามเป็นนายกรัฐมนตรี  ได้เตรียมการต้อนรับการมาเยือนของบุคคลสำคัญท่านหนึ่ง  นั่นคือ นายอูนุ นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐพม่าในเวลานั้น  การต้อนรับครั้งนั้นมีนัยทางการเมืองแฝงไว้มากมาย  รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณเพื่อรื้อฟื้นเมืองกรุงเก่าให้กลับมางามสง่าอีกครั้ง  การบูรณะครั้งใหญ่รอบเกาะเมืองเวลานั้นได้ทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญเกือบจะพร้อม ๆ กัน ๒ ครั้ง  ครั้งแรกเป็นการสำรวจและขุดค้นและสำรวจทางโบราณคดีที่วัดมหาธาตุ  ส่วนอีกครั้งเป็นการสำรวจทางโบราณคดีโดยเหตุสุดวิสัยที่วัดราชบูรณะ เนื่องจากมีคนร้ายลักลอบขุดกรุทางการจึงจำเป็นต้องขุดค้นให้แล้วเสร็จเพื่อป้องกันโจรผู้ร้ายลักลอบเข้ามาขุดค้นอีกในอนาคต    การขุดค้นในครั้งที่สองนี้เองที่ได้ส่งผลแก่ความเจริญก้าวหน้าทางโบราณคดี และการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุอย่างยิ่งยวด  เป็นการค้นพบมหาสมบัติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย  ที่เหนืออื่นใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน  ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ประเทศชาติอย่างหาที่เปรียบมิได้  ทรงวางรากฐานทางโบราณคดีเป็นแนวทางปฏิบัติ  ทรงสร้างจิตสำนึกให้แก่พสกนิกรถึงความเป็นคนไทย  ให้เห็นคุณค่าในโบราณสถานและโบราณวัตถุ  มิให้หลงลืมอารยธรรมหรือประวัติศาสตร์ชาติ

   

เนื่องจากการขุดพบพระพุทธรูป พระพิมพ์ต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องทองคำที่มีจำนวนมากมายมหาศาลในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จมาทอดพระเนตร  และทรงมีพระราชปรารภว่า

“โบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะนี้ สมควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้ประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ หาควรนำไปเก็บรักษาและตั้งแสดง ณ ที่อื่นไม่” 

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จึงได้ถือกำเนิดขึ้นตามกระแสพระราชดำรัส ทางการได้นำพระพิมพ์ที่พบเป็นจำนวนมากมายมหาศาลในเวลานั้น  ออกให้เช่าบูชา  โดยผู้บริจาคเงินจะได้รับพระพิมพ์เป็นที่ระลึก  ได้ยอดเงินที่รับการบริจาคเวลานั้นถึง ๓,๔๖๑,๖๘๒.๒๒ บาท

 

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๐๔ การก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ได้แล้วเสร็จ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา  ทรงมีพระราชดำรัสในพิธีเปิด  มีใจความสำคัญบางตอนดังนี้

 

“มีผู้กล่าวกันว่า ขณะนี้ได้มีผู้สนใจและหาซื้อโบราณวัตถุและศิลปวัตถุส่งออกไปต่างประเทศกันมาก ถ้าต่อไปภายหน้าเราจะต้องไปศึกษาหรือชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยเราเองในต่างประเทศ ก็คงจะเป็นเรื่องเศร้าและน่าอับอายมาก  เราจึงควรขวนขวายและช่วยกันหาทางรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของเรา แล้วจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเก็บรักษาไว้จะเป็นการดีที่สุด”

 

และพระราชดำรัสที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับการทำนุบำรุงโบราณวัตถุและโบราณสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  

 

“ การสร้างอาคารสมัยนี้คงจะเป็นเกียรติสำหรับผู้สร้างเพียงคนเดียว แต่โบราณสถานนั้นเป็นเกียรติของชาติ อิฐเก่า ๆ แผ่นเดียวมีค่าควรจะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยา และกรุงเทพฯแล้ว ประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย”

 

พระราชดำรัสดังนี้ถือเป็นหัวใจของการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถาน มิเพียงแต่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้น ต่อการรักษาโบราณสถานและโบราณวัตถุ  อันเป็นจิตวินญาณของบรรพบุรุษผู้มุ่งสืบทอดพระพุทธศาสนาได้มอบไว้ให้ชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไปเท่านั้น  แต่ยังตอกย้ำเข้าไปในจิตใจของผู้ได้ยินหรือผู้ที่ได้อ่าน  ให้เกิดความหวงแหนและรู้ซึ้งคุณค่าและถุกนำไปปฏิบัติเสมอมา  ไม่เพียงแต่ในหมู่นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดีเท่านั้น  แต่พระราชดำรัสที่ทรงคุณค่านี้ยังซึมซาบเข้าไปในจิตใจของผู้อุทิศตนให้พระพุทธศาสนาตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้

 

เหนืออื่นใด  ความมหัศจรรย์ของประวัติศาสตร์ก็ได้วนย้อนมาอีกหน   ซึ่งหากย้อนไปในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๐๐๐ หรือพุทธศาสนาครบ๒๐๐๐ ปี สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถผู้ทรงโปรดให้มีพระราชพิธี บุณพระศาสนาบริบูรณ์ ดังมีบันทึกในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ

“ ศักราช ๘๒๐ขาลศก ครั้งนั้นให้บุณพระศาสนาบริบูรณ์ และหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๐๐ ชาติ ศักราช ๘๒๒ มะโรงศก  เล่นการมหรสพฉลองพระ และพระราชทานแก่สงฆ์และพรมหมณ์และวณิพกทั้งปวง....”     พิธีบุณพระพุทธศาสนาในเวลานั้นมีหลักฐานบ่งชี้มากมายว่าได้จัดขึ้นที่วัดราชบูรณะ  และมีการสร้างพระจำนวนมากเพื่อบรรจุในพระปรางค์เวลานั้น

 

ปีพ.ศ. ๒๕๐๐ หรือครบ ๕๐๐ ปีบริบูรณ์  พระกรุและพุทธรูป ตลอดจนเครื่องทองคำมากมายมหาศาลในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะได้มีเหตุให้ต้องมีการขุดค้นพบและมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการนี้ ตลอดจนพระราชดำรัสถึงการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถาน  จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ   พระมหากรุณาธิคุณดังนี้  จะหาคำเทิดทูลใด ๆ ก็ยังไม่คู่ควร  นอกจากพระราชนิพนธ์เรื่อง “ลิลิตยวนพ่าย”  ที่มีมาแต่สมัยครั้งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ในช่วงที่กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ผู้บุณพระพุทธศาสนาให้ยืนยง  ดังนี้

 

"พรหมพิษณุ อิศวรอดูลเดช เหตุบพิตรคิดกรุณา ประชาราฎรจะเยียวจะพินาศทั้งมูล สูญสบสิ่ง ๕ จึ่งแกล้งแสร้งรวบเอาอัษฎา มูรรดิบามิศร ด้วยบพิตรเสร็จ ก็เสด็จมาอุบัติในกระษัตรี ทวีวงษอภิชาติ ระงับราชริปู ชูแผ่นดินให้หงาย ทายแผ่นฟ้าบ่ให้ขว้ำ ล้ำกรัณฑรัตนวัดกวี ตรีโลกยมให้อูณห หนูนพระพุทธศาสน์ให้ตรง”

 
 สถิติวันนี้ 34 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4689 คน
101551 คน
891235 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30