บทความอื่น ๆ






 
 
 
งานเขียนทั่วไป
 
 
อติรูป
14 เจ้าหมีสังหารอติรูป
 
ราชบุณ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 บทความใหม่ เหรียญขอเบ็ด หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ                                                                                                                                                                                                                                                                                
 
เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ พิมพ์ขอเบ็ด

(ตีพิมพ์ครั้งแรกใน วารสาร The Art Of Siam เล่ม8)



ประวัติหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติโดยสังเขป

พระอุปัชฌาย์ กลั่น ธมฺมโชติ หรือที่เรียกกัน ติดปากสั้นๆ ว่า หลวงพ่อกลั่น นั้น ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๐ ตรงกับปีมะแม ที่ ต.อรัญญิก อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ในสมัยต้นรัชกาลที่ ๔ ต.อรัญญิกนั้นมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตศาสตราวุธมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ว่ากันว่าครอบครัวท่านมีฐานะยากจน   ตัวท่านเองต้องช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัวผจญกับความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก  เมื่อวัยรุ่นก่อนบวชท่านยังได้ศึกษาเพลงอาวุธกับครูกระบี่กระบองมีชื่อ ผู้ได้ตำราสืบทอดมาแต่หลวงตรียศ ครูดาบ เมื่อครั้งแผ่นดิน สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  จนกระทั่งอายุครบ ๒๗ ปี ประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๗ จึงตัดสินใจบวช ณ วัดประดู่ทรงธรรม อันเป็นแหล่งศึกษาธรรมในพุทธศาสนา  ตลอดจนไสยศาสตร์ วิทยาคมมีชื่อมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี หากเปรียบมหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งมีชื่อเสียงก้องโลก  ว่าเป็นแหล่งรวบรวมสรรพศาสตร์ วิชาความรู้ของชมพูทวีป  สำนักวัดประดู่โรงธรรมนั้นก็เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยเอกที่รวมสรรพศาสตร์ วิชาความรู้ทั้งหลายทั้งมวลในดินแดนอุษาคเนย์  ผู้มีใจพากเพียรและมุ่งหวังในทางธรรม  ตลอดจน  วิชาการความรู้  วิทยาคม ย่อมมุ่งมาที่วัดประดู่โรงธรรมเป็นสำคัญ

เมื่อท่านบวชแล้วจึงได้ฉายาว่า "ธมฺมโชติ" ซึ่งหมายความว่า "เป็นผู้สร้างในทางธรรมหรือเจริญรุ่งเรืองในธรรม"  ท่านพระอุปัชฌาย์ม่วงเป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นพระอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านธรรมและด้านมนต์อาถรรพณ์ต่างๆ ท่านศึกษาอยู่สำนักวัดประดู่ทรงธรรมได้รับความรู้ต่างๆ เอาไว้อย่างมาก นอกจากนี้ยังได้ตำรา ไสยศาสตร์ เลขยันต์ ของพระพรหมมุนี วัดปากน้ำประสบ พระเกจิอาจารย์ที่มีตำนานกล่าวขานกันมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาว่าเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช



เมื่อบวชได้ไม่นาน หลวงพ่อกลั่นท่านก็ได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดพระญาติการาม ได้ศึกษาทางวิปัสสนาตลอดจนไสยศาสตร์ เวทย์มนต์ กับพระอธิการชื่น ผู้มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น จนกลายเป็นผู้มีวิทยาคมแก่กล้า มีฌานสมาธิสูง พอใจในทางวิปัสสนาธุระ ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดพระญาติการาม  ท่านได้ออกธุดงค์ถือรุกขมูลไปทั่วประเทศ บางครั้งก็เข้าไปในเขตพม่า ลาว เขมร ได้ฝึกพลังจิตในป่าลึกที่สงัด จนเลื่องลือกันภายหลังว่า  หลวงพ่อกลั่นท่านสามารถรู้ภาษานก กา และสัตว์ป่าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี มีความรู้ในวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรีเป็นอย่างเอก สามารถชักยันต์เข้าตัว   ด้วยเหตุนี้ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ "พระบิดาแห่งราชนาวีไทย" หรือ "เสด็จเตี่ย" ของทหารเรือไทย จึงได้เสด็จไปทรงขอฝากพระองค์สมัครเป็นศิษย์ขอศึกษาวิทยาคมด้วย พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง อย่างหลวงปู่สีและอาจารย์ดู่วัดสะแกซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกลั่น  มักจะกล่าวถึงอาจารย์ของท่านให้ผู้ใกล้ชิดฟังอยู่เสมอ  ว่าอาจารย์ของท่านสามารถเคลื่อนย้ายร่างกายข้ามแม่น้ำ  และเดินทางย่นระยะทางได้


ความเป็นมาของเหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ พิมพ์ขอเบ็ด

ในการสร้างคราวนั้น มีการสร้างเหรียญหลวงพ่อกลั่นเนื้อพิเศษคือ เงินหน้าทอง ประมาณ ๑๒ เหรียญ เงินหน้านากประมาณ ๒๕ เหรียญ เงินประมาณ ๑๐๐ เหรียญ เหรียญทองแดงมีประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ และในสมัยนั้นมีการจัดให้ทำบุญคือ เงินหน้าทองทำบุญ ๑๕ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ และเงินหน้านากทำบุญ ๑๐ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ เงินล้วนทำบุญ ๕ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ ส่วนทองแดง ทำบุญ ๑ บาท ได้รับ ๑ เหรียญ เงินทำบุญทั้งหมดนำไปซ่อมแซมอุโบสถ

เหรียญของท่านด้านหน้า จะเป็นรูปหลวงพ่อกลั่นท่านนั่งเต็มองค์ห่มจีวรรัดประคดอก  ด้านบนเป็นลายประจะยามก้ามปู  รอบเศียรเป็นอักขระยันต์   ส่วนระหว่างเข่าทั้ง ๒ ด้านเป็นยันต์ นะ โม พุท ธา ยะ     ช่องว่างระหว่างยันต์ด้านบนและล่างเป็นลายประจะยามก้ามปูเช่นเดียวกับด้านบน ข้างเหรียญเป็นภาษาไทยเขียนเอาไว้ว่า หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์กลั่น พระญาติ ใต้ขอบห่วงเหรียญเป็นตัวเลข พ.ศ. ๒๔๖๙ ด้านหลังตรงกลางเหรียญจะเป็นตัวยันต์นะเฑาะว์สมาธิ ใต้ตัวเฑาะว์จะเป็นตัวนะปิดล้อมหรือนะตัวต้น และมีตัวขอมว่า พุท ธะ สัง มิ คือ ตัวย่อหัวใจยอดศีล ใช้ทางมหานิยมและแคล้วคลาด เหตุที่เรียกกันว่าเหรียญขอเบ็ดต้องพิจารณาที่เส้นซึ่งแกะพลาดเป็นเส้นเกินตรงขมวดยันต์ มีลักษณะคล้ายเบ็ดตกปลา จึงเรียกบล๊อกนี้ว่า พิมพ์ขอเบ็ด

เรื่องราวของหลวงพ่อกลั่น ซึ่งรวมไปถึงเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดนี้  ล้วนแล้วแต่เคยมีผู้เขียนถึงหลายครั้งหลายหน  ซึ่งผู้เขียนเองพยายามหาแง่มุมใหม่ ๆ เกี่ยวกับเหรียญยอดนิยมอันดับ ๑ ในวงการนักสะสมพระเครื่องเวลานี้  โดยมุ่งหวังที่จะเป็นประโยชน์  ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากเซียนพระที่มีชื่อเสียงในแวดวงพระเครื่องเมืองอยุธยา  เซียนพระแต่ละท่านที่ผู้เขียนได้ไปสนทนาและสอบถามข้อมูล  ในแวดวงพระเครื่องเมืองอยุธยาล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีความสามารถ  สามารถพิจารณาเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดได้ทุกสภาพ  ตั้งแต่เหรียญสวยลงมาจนถึงเหรียญสึก ๆ ที่มองเห็นเพียงเค้าโครง  และตีราคาซื้อขายได้แม่นยำ  โดยพิจารณาด้วยสายตาตนเอง  ทั้งนี้นอกจากเซียนพระชั้นนำในวงการแล้วซึ่งอยู่ในฐานะผู้ขาย  ผู้เขียนยังได้สอบถามข้อมูลจาก “ผู้ซื้อ” ชั้นนำในวงการเช่นเดียวกัน

เซียนพระรุ่นอาวุโสที่ให้ความเมตตาแก่ผู้เขียนเป็นต้นว่า  เฮียทิ้ว อยุธยา  เฮียบ๊วย อยุธยา ครูแผ้วอยุธยา  ลุงรัตน์ ศรีภมร เป็นต้น  ส่วนเซียนพระรุ่นหลัง ๆ จนถึงรุ่นใหม่ไฟแรงก็มี คุณออด อยุธยาซึ่งถือเป็นเพชรน้ำเอกของวงการพระเครื่องเมืองอยุธยาเวลานี้  คุณชาย นเรศวร  ผู้ทำสถิติบุกซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่นตามรังต่าง ๆ ในจังหวัดได้มากที่สุดในปีนี้  โดยมีเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดผ่านมือเกือบทุกสภาพไม่ต่ำกว่า ๒๐ เหรียญภายในเวลาไม่กี่เดือนนี้ ครูจุก วัดพระญาติ พี่มนตรี ประไพพันธ์  และคุณศรอยุธยา ผู้เคยมีเหรียญหลวงพ่อกลั่นสภาพแชมป์ ๆ ผ่านมือเป็นจำนวนมาก  คุณป๊อป อยุธยา ยังรวมไปถึงเซียนพระรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างคุณเด่นอยุธยา 


ส่วนแหล่งข้อมูลในฐานะ “รังใหญ่” หรือผู้บริโภค  ก็มีเฮียเตี้ย อยุธยาแทรคเตอร์  เฮียจั๊ว “มดทองคำ” เป็นต้น  ซึ่งอดีตเคยกว้านซื้อเหรียญยอดนิยมนี้ไว้เป็นจำนวนมาก

เซียนพระที่เป็นแหล่งข้อมูลท่านแรกมีความสำคัญมาก เป็นเซียนพระรุ่นอาวุโส  เพราะท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ซื้อขายหลวงพ่อกลั่นมากเป็นอันดับ ๑ โดยซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่นมาตั้งแต่สมัยก่อนปี ๒๕๐๐ จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดซื้อขาย  โดยตัวท่านเองต้องมีเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดติดรังไว้ไม่มีขาด  อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีถึง ๔-๕ เหรียญขึ้นไป

เซียนพระท่านนี้ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทราบชื่อเสียงดี คือเฮียทิ้ว อยุธยา  เรียกได้ว่าหากนึกถึงเฮียทิ้วก็ต้องนึกถึงหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด  หากนึกถึงหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด ก็ต้องนึกถึง เฮียทิ้ว อยุธยาเป็นลำดับแรก เคยประเมินกันแล้วว่า  เฮียทิ้วเคยซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญหลวงพ่อกลั่น ขอเบ็ดมาจนถึงวันนี้  ไม่น้อยไปกว่า ๒๐๐ เหรียญแล้ว  ตัวเฮียทิ้วเองถึงแม้ไม่เคยจดบันทึกเป็นทางการไว้  เพราะซื้อมาตั้งแต่เป็นเด็กวัยรุ่นอายุเพียง ๑๘ปี ซึ่งหากนับถึงค่าเฉลี่ยในแต่ละปีจริง ๆ เป็นไปได้มากว่าอาจจะทะลุไปเกินกว่า ๓๐๐ เหรียญก็เป็นได้มากเช่นกัน  ปัจจุบันเฮียทิ้ว ยังคงเปิดตู้พระอยู่หน้าสนามพระหน้าวังจันทเกษม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ลองมาฟังเรื่องราวของเซียนพระรุ่นอาวุโสกับประสบการณ์การซื้อขายเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด  ซึ่งจะได้ทราบว่าทำไมเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดนี้จึงได้กลายเป็นเหรียญยอดนิยมอันดับ ๑ มาจนถึงทุกวันนี้

 

“เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดเหรียญแรก ๆ ที่ผมซื้อ   เป็นเหรียญกะไหล่ทองพระสวยคมชัดมาก  ผมซื้อมาจากขุน อนุสิทธิ์ ในราคา ๓๕๐ บาท  ซึ่งเวลานั้นเหรียญขอเบ็ดสวยๆ มักจะซื้อขายกันเต็มที่ไม่เกิน ๒๐๐ บาท   วันหนึ่งผมได้แวะเวียนไปที่ร้านทองหน้าตลาดเจ้าพรหม  ตรงข้ามโรงพยาบาลจังหวัด (เป็นสาธารณสุขจังหวัดในปัจจุบัน)  เฮียวันชัย เจ้าของร้านทองเห็นเหรียญนี้เข้า  ซึ่งเฮียวันชัยเวลานั้นถือเป็นเซียนพระชื่อดัง เป็ฯเจ้าของกิจการร้านทองที่มีชื่อเสียงมาก  ส่วนผมตอนนั้นยังทำงานหาบน้ำแข็งขายอยู่  ก็ถือเป็นรุ่นน้องแก  พูดง่าย ๆ ว่าฐานะและศักดิ์ศรีจะดูเป็นรองอยู่บ้าง ตอนที่ผมเข้าไปที่ร้านของเขาขณะนั้นคุณวรชิน ที่อยู่โรงเหล้ากำลังเล่นประมูลนาฬิกากันอยู่   เมื่อเฮียวันชัยเห็นเหรียญขอเบ็ดของผมแกก็เกิดความอยากได้  แกเองก็มีเหรียญขอเบ็ดเนื้อเงินแต่หูตัด คือห่วงไม่มี  (เฮียทิ้วเล่าว่าเหรียญขอเบ็ดเนื้อเงิน จากประสปการณ์จะเจอเป็นเหรียญหูตัดหลายเหรียญ)  ซึ่งสมัยนั้นเซียนพระเมื่อเจอของถูกใจก็มักจะท้าประมูลกัน  เฮียวันชัยคิดว่าผมเป็นมือใหม่เลยท้าเล่นประมูลกัน  ผมเองเห็นเหรียญของแกแล้วก็อยากได้เหมือนกัน  เลยแกล้งทำเป็นออกตัวก่อนเลยว่า  ให้ผมเล่นประมูลแต่ว่าผมไม่รู้ว่าเขาเล่นกันยังไง  คุณวรชินที่อยู่ในเหตุการพยายามยุให้ผมเล่น  และอธิบายว่าต้องประมูลลงมาเรื่อย ๆ  ผมได้ทีเลยบอกผมเล่นไม่เป็นไม่รู้จะต้องเปิดราคาอย่างไร  เฮียวันชัยลองตีมาก่อน  เฮียแกก็เลยต้องเปิดราคาก่อนโดยเปิดมา ๕๐๐ บาท”

“ทีนี้พอเฮียวันชัยแกเปิดราคาปุ๊บ ผมก็ควักเงินซื้อปั๊บ  เฮียวันชัยแกดูหน้าถอดสีไปเลยไม่คิดฝันว่าผมจะกล้าซื้อเหรียญขอเบ็ดเนื้อเงินแกจริง ๆ ในราคาตั้ง ๕๐๐ บาทในเวลานั้น”

ความจริงแล้วผมเล่นประมูลมานานแล้ว  โดยสนามประมูลอยู่ที่บ้านลุงชด หลังอำเภอ ถึงย้ายมาอยู่ที่หลังโรงหมูในตลาดหัวรอ  สมัยที่ยังไม่ค่อยมีเงินผมจะซื้อเหรียญในท้องถิ่นและนำไปขายยังสนามกลางที่ วัดมหาธาตุ กทม. จนเมื่อเริ่มมีเงินจึงซื้อเก็บไว้บ้าง

เฮียทิ้วยังเล่าถึงสภาพการตลาดของเหรียญหลักยอดนิยมเวลานั้น  ซึ่งเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ด  สมัยก่อนถือเป็นเหรียญแพงเป็นลำดับ ๒ ลองจากเหรียญหลวงปู่เอี่ยม  วัดหนัง แต่ก็ทำราคาขึ้นมาทาบเหรียญหลวงปู่เอี่ยมเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งแม้ราคาจะไม่สามารถแซงเหรียญหลวงปู่เอี่ยมได้  แต่ถ้าหากเป็นเหรียญสภาพสึกด้วยกัน  เหรียญหลวงพ่อกลั่นจะมีราคาสูงกว่าเหรียญหลวงปู่เอี่ยม  กล่าวคือเหรียญหลวงพ่อกลั่นสึกแค่ไหนก็ยังมีราคาสูง  ซึ่งค่านิยมดังนี้มีมาจนถึงปัจจุบัน  เหรียญที่สภาพสึกจนเห็นเพียงเค้าโครง  ซึ่งเซียนพระนิยมเรียกกันว่า “เหรียญล่อแดด”  คือต้องจับเหรียญตะแคงทำมุมกับแสงแดด  จึงจะเห็นเค้าโครงของเหรียญ  ซึ่งถ้าหากเป็นเหรียญเกจิอาจารย์ท่านอื่น ๆ เจอเหรียญสภาพนี้ เซียนพระแทบจะไม่หยิบส่องกันเลย  แต่หากเป็นเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดแล้ว  สึกแค่ไหนก็ยังเป็นที่ต้องการ  แทบจะต้องแย่งกันซื้อเลยทีเดียว   เหรียญหลววพ่อกลั่นทำราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนแซงเหรียญหลวงปู่เอี่ยมไปในที่สุด  ซึ่งช่วงเวลาที่เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดก้าวขึ้นมายึดอันดับ ๑ ได้ก็อยู่ประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๒...กลาง ๆ  คือประมาณ ๒๕๒๔-๒๕๒๕-๒๕๒๖


เฮียทิ้ว


แต่ถึงแม้ว่าเหรียญหลวงพ่อกลั่น พิมพ์ขอเบ็ดนี้จะเป็นที่นิยมและราคาสูงมากก็ตาม  ก็ยังมีช่วงเวลาที่ต้องตกจากอันดับ ๑ จนได้  แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน ๒ ปี  โดยเหรียญที่ก้าวขึ้นมาเป็นเหรียญอันดับ ๑ แทนนั้น ไม่ใช่แชมป์เก่าอย่างเหรียญหลวงปู่เอี่ยม  แต่กลับกลายเป็นเหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อมไปแทน   ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้น  เพราะเกิดมีรังดีกว้านซื้อเหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม  โดยให้ราคาดีกว่าเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ด  รังดีที่ว่านี้เป็นเถ้าแก่โรงหมู ที่แปดริ้ว  แกมีประสบการณ์พิเศษกับเหรียญหลวงพ่อคง  จึงออกใบสั่งไปทั่ว  จนวงการพระในเวลานั้นจะซื้อขาย  เหรียญหลวงพ่อคง  ทำราคาตัดกันไปตัดกันมาในราคาสูงมาก   จนราคาแซงเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดไป   แต่เหตุการณ์นั้นก็เกิดขึ้นไม่เกิน ๒ ปี  เมื่อเถ้าแก่โรงหมูที่แปดริ้วหยุดซื้อ  เหรียญหลวงพ่อกลั่นก็กลับมายืนเบอร์ ๑ เหมือนเดิม  และครองแชมป์มายาวนานจนถึงปัจจุบันนี้

เมื่อถูกถามถึงเหรียญ “เบอร์ ๑” ในใจของเฮียทิ้ว  ซึ่งถือเป็น ๑ ในหลายร้อยเหรียญที่ผ่านมือและผ่านสายตา  เฮียทิ้วเล่าว่า “ ผมยังจำเหรียญหลวงพ่อกลั่นเหรียญนั้นได้ดี  ถ้าให้เห็นในเวลานี้เลยต้องจำได้   ครั้งหนึ่งผมได้ห้อยเหรียญหลวงพ่อกลั่นถึงสิบกว่าเหรียญอยู่ในคอ  เฮียป๋วยทำงานแบงค์อยากได้เหรียญสวยที่สุดในคอผม  ซึ่งขณะนั้นมีเหรียญสวยสภาพแชมป์อยู่ด้วยกัน ๓ เหรียญ  ผมจึงบอกเชิงท้าทายกับเฮียป๋วยว่า  หากอยากได้ต้องเหมาหมดทั้ง ๓ เหรียญจะเลือกเหรียญใดเหรียญหนึ่งไม่ได้  ซึ่งสุดท้ายเฮียป๋วยก็ได้เหมาเหรียญสวยทั้ง ๓ เหรียญไปทั้งหมดในราคา ๗๕,๐๐๐ บาท  ๑ ใน ๓ เหรียญที่ผมคิดว่าสวยที่สุดในบรรดาเหรีญยหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดทั้งหมด  เป็นเหรียญทองแดงธรรมดา ๆ ไม่ได้กะไหล่ทอง  ซึ่งเหรียญที่กะไหล่แม้จะเคยเจอเหรียญสวยเฉียบอย่างไรแต่ความคมชัดก็ยังเทียบกับเหรียญที่ไม่กะไหล่ไม่ได้  ที่เป็นเช่นนั้นส่วนตัวผมคิดว่า  เหรียญที่คนสมัยนั้นนำไปกะไหล่ทองต้องผ่านกรรมวิธีการขัดมีส่วนทำให้เหรียญจะไม่คมเท่าเหรียญที่ไม่ได้กะไหล่  เหรียญในใจผมเหรียญนั้นมองเห็นเส้นเลือด (หมายถึงเส้นเอ็น) ที่แขนหลวงพ่อกลั่นคมชัดเจนโดยแทบจะไม่ต้องลงกล้องส่องกันเลยทีเดียว”

เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด  นอกจากการเสาะแสวงหาโดยความเพียรพยามแล้ว  ยังต้องมีดวงและวาสนาร่วมด้วย  เฮียทิ้วเล่าถึงเหรียญสวย ๆ ที่ได้มาโดยไม่คาดฝันว่า  ครั้งหนึ่งตาแหยง มีอาชีพขับสามล้อ  แต่พื้นเพเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวย  ได้เหรียญขอเบ็ดมาจากญาติ  ได้นำไปจำนำไว้ที่ร้านตัดเสื้อของพี่ธร  ตลาดหัวรอ  โดยจำนำไว้ ๑๐๐บาทถ้วน  ส่งดอกมาหลายปีดีดัก  จนกระทั่งวันหนึ่งตาแหยงก็มาหาผม  เสนอขายเหรียญที่จำนำนี้ให้แก่ผม  ผมให้ราคาเขาไป ๑๕๐ บาท  เมื่อตกลงแล้วจึงให้เงินเขาไปไถ่เหรียญออกมา  พี่ธรมารู้ทีหลังบ่นไปหลายเดือนว่า เหรียญอยู่กับเขามาหลายปีดีดัก  แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ  คนจำนำแทนที่จะบอกขายแกแต่ดันมาบอกขายเฮียทิ้วไปเสีย

เหรียญหลักหมื่นเหรียญแรกในวงการ

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒..เศษ ๆ เฮียสุย เจ้าของร้านอมรศิลป์  เซียนพระชื่อดังในเวลานั้น  ได้ขายเหรียญหลวงพ่อกลั่นให้แก่คุณวันชัย เจ้าของร้านวันชัยโอสถไปในราคา 3,900 บาท   เฮียรินทร์ซึ่งเป็นลูกน้องคุณวันชัยในเวลานั้นได้ขอแบ่งมาในราคาทุน  และต่อมาได้ประกาศขายเหรียญนี้โดยตั้งราคาไว้สูงถึง 10,000บาท  ซึ่งเป็นราคาที่สูงเกินราคามาตรฐานไปมาก   เซียนพระเกือบทั้งจังหวัดได้มีโอกาสส่องพิจารณาเหรียญที่ตั้งราคาไว้สูงยอดเมฆนี้แทบทุกคน  แต่ยกเว้นผมคนเดียว  เนื่องจากคุณรินทร์ไม่ยอมให้ผมได้ยลโฉมเหรียญขอเบ็ดเหรียญนี้แม้แต่น้อย  ผมได้แต่ประเมินเอาจากคำบอกเล่า  เวลานั้นผมจะสนิทกันมากกับพี่อู๋ เจ้าของปั๊มน้ำมันที่วัดตึก  พี่อู๋บ่นกับผมว่าได้รับการเสนอขายเหรียญขอเบ็ดเหรียญนี้มาในราคาสูงถึง 10,000บาท  และได้ไปปรึกษาเซียนพระหลาย ๆ คนดูแล้ว ต่างก็แนะนำกันว่าเป็นเหรียญราคาแพงเกินไปไม่สมควรซื้อ  จนวันหนึ่งผมได้ไปดื่มสุรากับพี่อู่ที่ร้านก๊กเลี้ยง  ผมเลยวางแผนที่จะยืมมือพี่อู๋ซื้อให้  จังหวะดีที่คุณรินทร์มานั่งกินซาหลิ่มแถวนั้นพอดี  พี่อู๋กำลังเข้าห้องน้ำอยู่  ผมถึงกับรีบเดินไปเคาะประตูเร่ง  ให้เงินพี่อู๋ไปวางมัดจำกับคุณรินทร์ 1,000บาท  นัดให้นำเหรียญไปให้ที่ปั๊มวัดตึก  และกลับไปสั่งภรรยาที่บ้านให้เบิกเงินไว้ตอนเข้าอีก 9,000

ผมไปนั่งรออยู่กับพี่อู๋ตั้งแต่เช้า  คุณรินทร์กว่าจะมาก็ปาไปบ่าย ๒ กว่า ๆ แล้วโดยมีเฮียบ๊วย หงส์ทองเซียนพระชื่อดัง  กับช่างอู๊ด นายช่างอู่จังหวัดมาเป็นเพื่อน  ทั้ง ๒ คนบอกกับผมว่า คุณรินทร์ได้พาไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวฉลองที่ขายเหรียญขอเบ็ดได้ราคาถึง 10,000บาท  เมื่อการซื้อชายเสร็จสิ้น  เช้าวันต่อมาวงการพระได้มีการออกราคาต่อรองกันแล้วว่า  ใครเป็นผู้ซื้อตัวจริงในการซื้อขายครั้งนี้  ถือว่าเป็นเหรียญที่ขายถึงห้าหลักเหรียญแรกเลยทีเดียว  เหรียญนี้สวยสมคำร่ำลือแต่ก็มีตำหนิตรงที่ ขอบเหรียญปลิ้นออกไปมากเจ้าของเดิมได้ตะไบขอบเนื้อเกินทิ้งทั้งหมด  เมื่อได้เหรียญนี้มาในราคาสูงมากผมก็ทำสถิติซื้อในหลักหมื่นติด ๆ กันอีกเหรียญ  จนกลายเป็นราคามาตรฐานใหม่ของเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดไปเลย  เหรียญที่สองนี้  ต้องไปซื้อโรงเลื่อยเกษตร ๒ แถวช่างแสง  นั่งเรือแจวไปโดยไปกับภรรยา  เจ้าของก็ตีราคาตายตัวอยู่ 10,000บาทเช่นกัน  ต่อรองอยู่นานก็ไม่ยอมลด  ผมทำท่าจะกลับบ้าน  แต่ภรรยาผมรู้นิสัยผมดีได้แย้งว่า  ถ้าวันนี้ไม่ซื้อเดี๋ยวก็ต้องนั่งเรือกันมาวันหลังอีก  ไหน ๆ มาแล้วก็ซื้อไปเลยดีกว่า  ผลสุดท้ายผมจึงซื้อเหรียญขอเบ็ดในราคาหลักหมื่นติด ๆ กันถึง ๒ เหรียญ

คำร่ำลือถึงความเป็นเจ้าของเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดมากที่สุดในประเทศ  มีไปถึงต่างจังหวัด  จนกระทั่งพ่อค้าข้าวรายใหญ่ที่จังหวัดพิจิตร  นำข้าวลงเรือมาสีที่จังหวัดอยุธยา  เป็นคนจีนท่าทางภูมิฐาน “เขาบุกมาขอซื้อที่บ้านผม  ผมขึ้นบันไดไปหยิบมาให้เขาดูทีละชุด ๆ ละ ๕-๑๐เหรียญ  เริ่มจากเหรียญช้ำ ๆ ก่อน  เดินขึ้นเดินลงอยู่หลายรอบด้วยกัน  แต่ก็ไม่ได้เสียกัน    ผ่านไปอีกไม่กี่วันก็มีเจ้าของโรงสีชื่อ ป.การีเวทย์  ก็มาฟ้องผมว่า  พ่อค้าข้าวเมืองพิจิตรได้ไปเล่าให้เขากับพวกคนงานฟังว่า  น่าสงสารเฮียทิ้วเก็บเหรียญขอเบ็ดไว้เก๊ ๆ หลายสิบเหรียญ  ทั้งหมดนั้นมีเหรียญสึก ๆ แท้แค่เหรียญเดียวเท่านั้น”   เล่าถึงตรงนี้เฮียทิ้วก็นั่งหัวเราะ “ เหรียญทั้งหมดที่ผมให้เขาดูตอนนั้น  ถ้ายังอยู่ถึงเวลานี้ก็น่าจะขายได้หลายสิบล้านอยู่เหมือนกัน” 

นานาทรรศนะ เสน่ห์และมนต์ขลัง ของเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ด

คุณออด อยุธยา ได้บอกกับผู้เขียนว่า  เหรียญขอเบ็ด  เป็นเหรียญที่ถือว่าปฏิวัติวงการเหรียญพระพุทธและพระเกจิอาจารย์เลยทีเดียว  เพราะรูปทรงเป็นเหรียญเสมาไม่ได้เป็นรูปไข่หรือทรงกลมเหมือนเหรียญอื่น ๆ ที่นิยมสร้างกันในช่วงเวลานั้น  อีกทั้งสร้างด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น  เป็นเหรียญที่สร้างด้วยเทคนิคปั๊มแบบตีปลอก  ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน  มีหนังสือพระเล่มเก่าแก่ระบุว่าเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด เป็นเหรียญข้างเลื่อย และได้รับการกล่าวอ้างตาม ๆ กันเรื่อยมา  แต่คุณออดได้แย้งว่าเป็นเหรียญตีปลอกอย่างชัดเจน  ซึ่งในปัจจุบันนี้ ตั้งแต่หนังสือของคุณบอย ท่าพระจันทร์ได้ตีพิมพ์ออกมาก็ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแต่ประการใด

เฮียทิ้วอยุธยา ก็มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกัน  โดยกล่าวว่า เหรียญขอเบ็ดช่วงเวลา ๕๐ ปีก่อน เป็นเหรียญที่ถือว่ามีรูปทรงทันสมัยสวยงามอยู่ในขั้นแนวหน้า  พื้นผิวมักจะมีส่วนนูนต่ำไม่เรียบเหมือนเหรียญอื่น ๆ บางเหรียญก็บางเฉียบ  บางเหรียญหนาก็มี  หลังเป็นแอ่งกระทะก็มี  บางเหรียญ พ.ศ.ชัดแจ๋วส่วนด้านล่างไม่ชัดเจน  บางเหรียญก็ปั๊ม พ.ศ.ไม่ติดเลยก็มี แต่ส่วนอื่นคมชัด  ตามข้อจำกัดของกรรมวิธีการสร้างในเวลานั้น ถือเป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งในการเสาะหาการพิจารณาเปรียบเทียบเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดในแต่ละเหรียญถือเป็นความสุขและความเร้าใจอย่างหนึ่งนอกจากนี้  ช่วงที่เสาะหาเหรียญหลวงพ่อกลั่นก็มีประสพการณ์เกิดขึ้นแก่ผู้ที่นำไปบูชาหลายต่อหลายหน  เกิดขึ้นเกือบทุก ๆ ปี  ยิ่งทำให้เหรียญนี้เป็นที่ต้องการและมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ส่วนคุณชาย นเรศวร ให้ความเห็นสั้น ๆ เรียบ ๆ แต่ตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซากว่า  เหรียญอันดับ ๑ ในวงการ   และเป็นเหรียญราคาแพงที่สุด  ถ้าเป็นเซียนพระแล้วไม่ซื้อเหรียญขอเบ็ดแล้วจะไปซื้อเหรียญอะไรกันละคุณ  การซื้อเหรียญหลักอันดับ ๑ ถือเป็นความภาคภูมิใจ  ราคาแพงหน่อยก็ต้องซื้อ    กำไรน้อยหน่อยก็ต้องยอม ส่วนตัวก็มีความผูกพันกับเหรียญรุ่นนี้  เพราะเคยใช้บูชามาตั้งแต่วัยรุ่น  จึงเป็นเหรียญที่ถนัดมากที่สุดเหรียญหนึ่งในชีวิตการเป็นเซียนพระ

เหรียญแพงที่สุดในแผ่นดินสยาม

เหตุใดเวลานี้เหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดถึงได้มีมูลค่าการซื้อขายที่สูงมาก ? จากการพูดคุย สอบถามกับเซียนพระหลายต่อหลายท่าน  ไม่ว่าจะเซียนพระรุ่นเก่าลายคราม รุ่นใหม่ไฟแรง   ไปจนถึงผู้บริโภค  หรือรังพระที่ทุ่มเงินซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่นไม่ว่าจะเป็นรังในอดีต  หรือลูกค้าในปัจจุบันก็ตาม  ทำให้ได้รับคำตอบโดยรวมถึงทิศทางการซื้อขายเหรียญหลัก ยอดนิยมในพ.ศ.นี้  จนถึงแนวโน้มในอนาคต

เวลานี้  คิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธถึงความเป็นเหรียญยอดนิยมอันดับ ๑ หากมีเหรียญพระเกจิอาจารย์ดัง ๆ หลายสิบเหรียญ แต่ขาดเหรียญขอเบ็ดไว้ในครอบครองก็ยังถือว่าไม่สมบูรณ์  จึงมีการเสาะแสวงหากันมาก  เซียนพระที่มีชื่อเสียงก็ล้วนแล้วแต่มีใบสั่งคนละหลายใบ  ราคาจึงได้แพงขนาดนี้

อีกปัจจัยหนึ่ง ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด สวยสมบูรณ์ประเภท 90% ขึ้นไปจะหลุดเข้ามาในวงการพระเครื่องได้นั้น  ชั่วโมงนี้ต้องบอกว่ายากมาก ๆ เพราะฉะนั้นหากมีเหรียญสวยระดับนี้เข้ามาเหรียญหนึ่ง  เซียนพระจึงต้องสู้และทำราคาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เซียนพระท่านหนึ่งกล่าวว่า  ต้องเปรียบเหมือนศิลปล้ำค่าจากศิลปปินเอก เช่นภาพเขียนจากศิลปินดัง  ที่หากมีการซื้อขายก็ต้องมีการประมูลโดยสถาบันจัดประมูลดัง ๆ เพื่อให้ได้ราคามากที่สุด  แต่ก็มีคนแย้งว่าคิดแบบนั้นก็ถูกแค่ส่วนหนึ่ง   แต่ความจริงวงการพระเครื่อง  ราคาขึ้นอยู่กับตัววัตถุมงคลส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของเซียนพระ  ซึ่งแต่ละคนล้วนมีลูกค้าที่ให้ความเชื่อถือ  เหรียญขอเบ็ดสภาพสวยแชมป์หากหลุดเข้ามาในสนาม  เปรียบไปก็ต้องเหมือนคู่มวยระดับ “บิ๊กแมชท์” ที่โอกาสเกิดขึ้นนาน ๆ ทีหนนึง  เซียนพระก็เหมือนโปรโมเตอร์มวยที่ต้องทำให้  บิ๊กแมชท์ครั้งนี้  มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะหากหลุดจากแมชท์นี้ไป  โอกาสจะเกิด “บิ๊กแมชท์” อีกครั้งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

ผู้เขียนเองจากการพูดคุยในครั้งนี้  ก็ได้ออกความเห็นแย้งว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ออกจะเกินเลยไปหน่อย  แต่ความเห็นโดยรวม  กล่าวว่าเปรียบแบบนี้อาจจะตรงไปนิดแต่อยากให้เห็นภาพชัดเจน  แต่หากเป็นเช่นนี้จริงก็ไม่ใช่ว่าผู้ซื้อจะเสียเปรียบ ตรงกันข้ามผู้ซื้อพระระดับนี้นอกจากมีเงินแล้วยังเป็นคนฉลาดมาก  เพราะมูลค่าที่เซียนพระทำมาตกอยู่กับปลายมือ  ก็เป็นมูลค่าจริง ๆ ที่ทำกันขึ้นมาได้  ลองคิดดูว่าหากปีถัดไปมีเหรียญสภาพเดียวกันกับเหรียญที่ขายไปปีนี้เข้ามาในตลาดอีก  ราคาในมือเซียนใหญ่  ย่อมไม่ยอมให้หยุดอยู่ที่ราคาในปีนี้แน่ ๆ เผลอ ๆ อาจจะดีดขึ้นไปอีกเท่าตัว  มูลค่าของเหรียญที่ผู้ซื้อได้ซื้อไปก่อนหน้าก็จะดีดขึ้นมาเท่าตัวเช่นกัน   ถือเป็นการลงทุนที่ดีมาก  รอแค่เวลาเท่านั้น  เหรียญหายาก แถมถูกยกย่องว่าเป็นอันดับ ๑ ราคาในอีก ๑-๒ ปีข้างหน้าจะเกินสิบล้านก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด  มหาเศรษฐีที่รักและสะสมพระเครื่องไม่ได้มีแค่ไม่กี่คน นอกจากนี้เฮียเตี้ย ร้านอยุธยาแทรคเตอร์ และเฮียจั๊ว “มดทองคำ”เจ้าของโรงสีข้าว  ผู้ที่ในอดีตได้กว้านซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ดเข้ารังไว้จำนวนมาก  ได้บอกกับผู้เขียนว่า  การซื้อเหรียญหลวงพ่อกลั่นเก็บไว้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด

ที่วิพากษ์กันมาทั้งหมดนี้ไม่เกินความจริงแต่ประการใด  เอาง่าย ๆ แค่ข่าวการขายเหรียญของคุณบอย ท่าพระจันทร์ เป็นข่าวดังแพร่ออกไป  ทุกวันนี้เวลามีคนมาตามให้ไปดูเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ด  ยังไม่เห็นพระ ยังไม่รู้ว่าเก๊หรือแท้ สภาพสวยจริงหรือไม่  ก็การ์ดสูงเปิดราคากัน หลักล้านไว้ก่อนแล้ว


คำวิจารณ์ในแง่ศิลปะ ต่อเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด

เป็นศิลปแบบนูนต่ำ  ขับเน้นตัวบุคคลเป็นสำคัญ  เส้นสายรายละเอียดเป็นศิลปแบบชาวบ้านที่ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับตัวบุคคล  แต่มีความสำคัญกว่าในระดับที่ไม่สูงส่งจนเกินเลยมากนัก  การแกะพิมพ์ให้หลวงพ่อท่านประทับอยู่บนฐานเตี้ย ๆ แสดงให้เห็นถึงความเคารพนับถือในระดับที่สูงกว่าคนธรรมดาสามัญ  แต่ก็อยู่เพียงระดับที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวบ้านสามารถพึ่งบุญบารมีได้โดยง่าย  ยังสื่อถึงความเคารพ รัก นับถือ โดยมิได้ขึ้นอยู่กับเงือนไขของความยำเกรงใด ๆ แตกต่างจากศิลปของช่างหลวงอย่างชัดเจน 

ศิลปบนเหรียญหลวงพ่อกลั่น พิมพ์ขอเบ็ดจึงเปรียบดังภาพเหมือนชั้นดีในนัยของมนุษยธรรม   ซึ่งเป็นภาพที่ฉายให้เห็นลักษณะของเอกัตบุคคลที่ตรงต่อความเป็นจริงนั่นเอง


หลักการพิจารณา เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด

ผู้เขียนได้สอบถามจากข้อมูลเบื้องต้นที่ได้กล่าวอ้างไปแล้ว  ครั้นมาถึงหลักการพิจารณาเหรียญยอดนิยมเหรียญนี้  ก็มักจะได้รับคำตอบไปในทางเดียวกัน  เป็นคำตอบที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว  คือ ตำหนิพิมพ์ทรงต้องชัดเจน   แต่ความเป็นจริงแล้ว  ของทำเทียมเลียนแบบก็มักจะทำตำหนิหลัก ๆ ได้ตรงทุก ๆ จุด  แม้จะเปิดตำราหรือหนังสือไล่หาดูตำหนิแล้วก็ตาม  ก็มิใช่ว่าเหรียญนั้นจะต้องแท้เสมอไป  อีกประการก็คือเหรียญที่หลุดเข้ามาในสนามมีการซื้อขายหมุนเวียนกัน  ร้อยละ ๙๐ ล้วนเป็นเหรียญสภาพสึกหรือสภาพไม่เกิน 70 % ทั้งสิ้น  การพิจารณาตำหนิหลักย่อมไม่อาจทำได้  จำเป็นต้องอาศัยประสปการณ์หรือจุดตายของแต่ละบุคคล  ซึ่งเป็นการยากที่จะมีผู้เปิดเผยเคล็ดลับการพิจารณา

คุณชาย นเรศวร  ผู้ซื้อเหรียญหลวพ่อกลั่นทุก ๆ สภาพ  ไม่ว่าเหรียญนั้นจะมีสภาพ 80% ก็สามารถพิจาณาเก๊แท้ ใช่หรือไม่ใช่พิมพ์ขอเบ็ด  (80% ในที่นี้คุณชาย นเรศวรบอกแก่ผู้เขียนภายหลังว่า คือหรียญที่ใช้ไปแล้ว 80%เหลือที่ยังไม่ได้ใช้เพียงแค่ 20%)  ซึ่งการพิจารณาเหรียญสึก ๆ ว่าแท้หรือไม่ก็ยังถือเป็นงานง่ายกว่าการพิจารณาว่า เป็นเหรียญบล๊อคขอเบ็ด หรือบล๊อคเสี้ยนตอง หรือบล๊อคหลังเรียบกันแน่  คุณชายนเรศวร กล่าวถึงหลักการพิจารณาไว้ดังนี้ 

เหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด  จุดพิจารณาจุดแรกที่เซียนพระหลัก ๆ เกือบทุกคนจะมองก่อนจุดอื่นก็คือหูเหรียญ  จะต้องมีวงขอบรอบหูเหรียญทั้งด้านหน้าและหลัง วงขอบด้านหลังโดยมากจะอยู่ต่ำกว่าขอบเหรียญ  แล้วจึงมาไล่ดูตำหนิและสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือขอบเหรียญ  ซึ่งขอบเหรียญต้องเป็นเหรียญปั๊มกระบอก  อาจจะมีการเลื่อยแต่งหรือตะไบขอบเกินบ้างบางจุด  แม้แต่หูเหรียญที่เป็นขอบเกินยังพบเห็นร่องรอยการตะไบแต่งก็มี (ตัวอย่างเหรียญของคุณไชยทัศน์ พิจารณาหูเหรียญด้านหลัง)

 ลายกนกด้านซ้ายขวาจะมีพื้นผิวที่ต่างกัน  กล่าวคือพื้นผิวของลายทั้งสองด้านจะมีรอยบังคับขอบทำให้ขอบเหรียญด้านหน้าและหลังขบกันอยู่  ถือเป็นเคล็ดลับพิเศษที่มาเปิดเผยในครั้งนี้  และต้องจำรูปทรงของเหรียญให้แม่นยำ  ซึ่งรูปทรงของเหรียญหลวงพ่อกลั่นขอเบ็ดจะต่างจากรูปทรงของเหรียญบล๊อคเสี้ยนตอง และบล๊อคหลังเรียบอย่างชัดเจน  เมื่อเจอเหรียญสึก ๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเหรียญบล๊อคไหน เพราะราคาแตกต่างกันเยอะมาก  ดีไม่ดีอาจจะเจอเหรียญเสี้ยนตองหรือหลังเรียบ  แต่งเจียรขอบให้เป็นขอเบ็ด

การพิจารณา หากเห็นกนกก็ต้องดูที่กนกด้านบนซึ่งจะต่างกันชัดเจน  หากไม่เห็นซึ่งจะเป็นเหรียญสภาพสึกค่อนข้างมาก  ต้องพิจารณาว่าเหรียญขอเบ็ดนั้นมักจะมีผิวแอ่นโค้งและบางกว่าเหรียญเสี้ยนตองและหลังเรียบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว  เมื่อเหรียญถูกใช้มามากเหรียญจะมีสภาพบางมากรูปทรงเหรียญต้องเล็กลง ซึ่งต่างจากเหรียญบล๊อคเสริมอื่น ๆ  ที่มีขนาดหนากว่า  ส่วนจุดตายที่แท้จริงอยู่ที่ด้านหลัง  ตรงกลางยันต์ด้านหลังเหรียญจะเป็นส่วนที่สึกทีหลังส่วนอื่น ๆ เพราะเป็นบริเวณที่เป็นแอ่งลึกลงไป  สึกแค่ไหนก็ตามส่วนกลางเหรียญจะต้องชัดเจนกว่าส่วนอื่น ๆ ถือเป็นเอกลักษณ์ของเหรียญหลวงพ่อกลั่นพิมพ์ขอเบ็ด

ความคมชัดในส่วนที่สำคัญ  โดยเฉพาะดวงตา และซอกแขนขวาของหลวงพ่อฯ จะต้องคมชัดถึงเม้ว่าจะเป็นเหรียญสภาพสึกก็ตามที  ถ้าให้แม่นยำกันจริงๆ แล้ว ตัวอักษรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทุกตัวอักษรจะมีเอกลักษณ์และตำหนิของแต่ละตัวอักษร พยายามจดจำให้ได้มากที่สุด


หลวงพ่อกลั่น พิมพ์กลั่นกลม  บล๊อค "นะรี"  เป็นเหรียญกลั่นกลม ที่แม่พิมพ์มีรายละเอียดมากกว่าบล๊อคอื่น ๆ


ขอเบ็ด หลังเรียบ เสี้ยนตอง กลั่นกลม ทันหรือไม่ทันหลวงพ่อ

เฮียทิ้ว มีความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า  เดิมทีเหรียญบล๊อคเสี้ยนตองผมจะไม่สนใจเลย เพราะคิดว่าเป็นเหรียญสร้างเสริมทีหลัง ไม่ว่าหนังสือพระจากเมืองหลวงจะบอกกล่าวไว้ว่าอย่างไรก็ตาม  ส่วนบล๊อคหลังเรียบไม่ต้องพูดถึง  เฮียสุย ร้านอมรศิลป์ เป็นผู้ทำให้เหรียญเสี้ยนตองเริ่มมีราคาขึ้นมาโดยอ้างถึงประสบการณ์ที่พบเจอ  แต่เฮียสุยก็มักจะนำเหรียญเสี้ยนตองที่ได้มา ไปปลุกเศกกับพระเกจิอาจารย์ที่แกนับถืออยู่  เป็นต้นว่า อาจารย์ฝั้น อาจารย์เภา หลวงพ่ออั้น หลวงพ่อเทียม ฯลฯ  ซึ่งหากเขาคิดว่าเหรียญนี้ทันหลวงพ่อกลั่นจริง ๆ แล้วก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องนำไปให้อาจารย์ท่านอื่น ๆ ปลุกเศกอีก


เหรียญหลวงพ่อกลั่น บล๊อคหลังเรียบ (ขอบเป็นเทคนิคการสร้างแบบขอบเลื่อย)


หลวงพ่อกลั่น บล๊อคเสี้ยนตอง (ขอบเป็นเทคนิคการสร้างแบบปั๊มตัดแบบโบราณ ซึ่งเข้ามาเมืองไทยประมาณปี 2480)


ส่วนคุณออด อยุธยาได้เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า  ครั้งหนึ่งได้มีลูกสาวทายาทเศรษฐีเก่าคนหนึ่งนำเหรียญหลวงพ่อกลั่นเข้ามาขายให้ผม  โดยนำเหรียญกลมบล๊อคตาชั่งมาขายก่อนจำนวนหนึ่ง  ต่อมาจึงได้นำเหรียญขอเบ็ดเข้ามาขาย  ผมจึงถามไปว่าเหตุใดจึงไม่นำเหรียญขอเบ็ดเข้ามาขายตั้งแต่แรก  ผู้ขายก็ได้เล่าว่า  คุณพ่อได้จัดเรียงเหรียญตามลำดับอายุที่ได้บูชามาจากวัด  คุณพ่อเรียงเหรียญตาชั่งไว้เป็นลำดับแรก เรียงเหรียญขอเบ็ดไว้เป็นลำดับที่ ๒ ผู้ขายไม่รู้ราคาค่างวด นำมาขายตามอายุ โดยเข้าใจว่าเหรียญตาชั่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของท่าน ตามที่คุณพ่อบอกกล่าวเอาไว้  เหรียญตาชั่งพ่อค้าแม่ขายนิยมนำมาแปะติดกับตาชั่งให้ค้าขายเจริญรุ่งเรือง ยืนยันความจริงข้อนี้ได้ดี

ส่วนคุณชาย นเรศวร ก็มีความเห็นคล้าย ๆ กัน โดยระบุว่ามีเพียงเหรียญขอเบ็ดและเหรียญหลังตาชั่งเท่านั้นที่ทันหลวงพ่อกลั่นปลุกเศก

เหรียญหลวงพ่อกลั่น บล๊อคตาชั่ง


ส่วนตัวของผู้เขียนเองคิดว่า เทคนิคในการสร้างของเหรียญเสี้ยนตอง ซึ่งเป็นเหรียญปั๊มตัด  เป็นเทคนิคที่เข้ามาในเมืองไทยหลังหลวงพ่อกลั่นมรณภาพไปนานพอสมควรแล้ว  ส่วนเหรียญกลั่นกลมทุก ๆ บล็อก  มีโอกาสสูงที่จะสร้างสมัยหลวงพ่อกลั่นยังไม่มรณภาพ  โดยพิจารณาจากศิลปะ และเทคนิคการสร้างเป็นหลัก

หลวงพ่อกลั่น พิมพ์นักกล้าม เรียกกันติดปากว่า กลั่นกลม พิมพ์นักกล้าม   ขอบเป็นเทคนิคแบบข้างกระบอกเช่นเดียวกับหลวงพ่อกลั่น ขอเบ็ด


 
 สถิติวันนี้ 7 คน
 สถิติเมื่อวาน 256 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
4662 คน
101524 คน
891208 คน
เริ่มเมื่อ 2012-10-30